![]() |
|
Spaces home madcapaorPhotosProfileFriends | ![]() |
|
|
March 10 Ume blossomsUme blossoms are often mentioned in Japanese poetry as a symbol of spring. When used in haiku or renga, they are a kigo or season word for early spring. The blossoms are associated with the Japanese Bush Warbler, and they are depicted together as one of the twelve suits on hanafuda (Japanese Ume flowers have been well loved and celebrated in both China and Japan. In China, they are most commonly used as decoration during the Chinese New Year. The blossoms are common subjects in Chinese art and are among the most beloved of Chinese flowers. Unlike the Japanese, however, the Chinese see the blossoms as more of a symbol for winter rather than a harbinger of spring. It is precisely for this reason that the blossoms are so beloved, because they bloom most vibrantly amidst the winter snow, after other plants have shed their leaves, and before any other flowers appear. February 17 ใช่เพียง ตุ๊กตาหมีใช่เพียงแค่ ตุ๊กตาหมี!! โดย นพวรรณ สิริเวชกุล เมื่อสักปลายปีที่ผ่านมา หลายคนคงผ่านตาข่าวการประมูลตุ๊กตาหมีราคาเหยียบหมื่นในบ้านเรากันไปบ้างไม่มากก็น้อย ตุ๊กตาหมีนาม เทดดี้ แบร์ ที่หลายคนบนโลกใบนี้หลงใหลและอยากจะมีไว้ครอบครอง อย่างน้อยสักหนึ่งตัว ใครจะไปคาดคิดว่า ตุ๊กตาหมีแสนธรรมดาๆ ตัวหนึ่งจะมีเรื่องราว มีประวัติที่น่าสนใจไม่น้อย เริ่มจากประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อราวปี ค.ศ.1902 ครั้งที่ประธานาธิบดีคนที่ 26 ธีร์โอดอร์ รูสเวลท์ Theodore Roosevelt ต้องเดินทางไปเจรจาแบ่งพรมแดนระหว่างรัฐมิสซิสซิปปี้กับรัฐหลุย์ เซียน่า เจ้าภาพในครั้งนั้นให้การต้อนรับผู้นำด้วยการพาไปล่าหมีป่า แต่ครั้งนั้นกลับไม่พบหมีสักตัว บรรดาเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจึงพาคิดแผนนำลูกหมีมาให้ ผู้นำประเทศได้ยิง แต่... ปรากฎว่า ประธานาธิบดีรูสเวลท์ กลับปฏิเสธที่จะยิง ซ้ำยังอุทานออกมา ว่า Spare the bear... เหตุการณ์นี้ยังความประทับใจให้กับการ์ตูนนิสต์ชื่อดังยุคนั้น คลิฟฟอร์ด เบอร์รีแมน Clifford Berruman เขาจึงวาดภาพที่ชื่อว่า Drawing the line in Mississippi และได้รับการตีพิมพ์ใน เดอะวอชิงตันโพสต์ ฉบับวันที่ 16 พฤศจิกายน ปี 1902 กลายเป็นที่กล่าวขานกันมาก จึงทำให้สามีภรรยามอร์ริสและโรส มิชทอม Morris and Rose Michtom ทำตุ๊กตาหมีผ้าขึ้นมาเพื่อยกย่องการกระทำครั้งนั้นของประธานาธิบดีของตัวเอง โดยตั้งชื่อเป็นเกียรติว่า เทดดี้ แบร์ โดยนำชื่อเทดดี้ ซึ่งเป็นชื่อเล่นของประธานาธิบดีมาตั้งเป็นชื่อตุ๊กตาหมี และนับแต่นั้นตุ๊กตาหมี เทดดี้แบร์ ก็กลายเป็นสินค้าขายดีติดอันดับในสหรัฐอเมริกา ถึงขนาดกลายเป็นสัญลักษณ์ในการหาเสียงของประธานาธิบดีรูสเวลท์ จนทำให้เขาได้รับคัดเลือกให้กลายเป็นประธานาธิบดีอีกสมัยหนึ่งด้วย นี่เป็นเรื่องราวทางฟากฝั่งสหรัฐอเมริกา.... แต่เรื่องเล่าทางเยอรมันนั้น มีความเป็นมาที่ยาวกว่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าของผู้ผลิตตุ๊กตาหมีขึ้นครั้งแรกของเยอรมัน เธอมีประวัติชีวิตที่น่าสนใจและติดตามไม่น้อย มาร์กาเรต ชไตฟ์ Margarete Steiff หญิงชาวเยอรมันผู้เป็นเจ้าของบริษัทของเล่นที่มีคุณภาพและราคาที่สูง นาม Steiff ด้วยคำประกาศที่เธอยืนยันตั้งแต่แรกเริ่มของการประดิษฐ์ตุ๊กตาผ้าก็คือ เธอจะทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเด็กๆของเธอเท่านั้น... ผลิตภัณท์ของเธอล้วนแล้วแต่พิถีพิถันในการเลือกวัสดุ ส่วนประกอบใดๆ ไม่ว่าจะเป็นขนแพะชนิดละเอียด ที่พร้อมจะทักทอคุณภาพดี กระทั่งลูกตายังทำด้วยไม้หรือแก้ว พร้อมกับยัดไส้ด้วยเศษขี้เลื่อยอย่างดี ทุกขึ้นตอนการผลิตคือการเย็บด้วยมือทั้งสิ้น Margarete เกิดเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมปี 1847 ที่เมือง Giengen an der Brenz ประเทศเยอรมนี เธอมีพี่สาว 2 คนและน้องชายร่วมสายโลหิตอีก 1 คน ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวเธอนั้นจัดว่าดี แต่ เหมือนโชคชะตาจะเล่นตลก เมื่อเธอมีอายุได้ 18 เดือน ก็เริ่มป่วยด้วยโปลิโอ และทำให้เธอไม่สามารถเดินได้นับตั้งแต่นั้นมา ตลอดชีวิตเธอต้องนั่งอยู่แต่บนเก้าอี้รถเข็น ด้วยเหตุนี้ทำให้มารดาของเธอเป็นห่วงเธอมากกว่าลูกคนไหนๆ แต่...มาร์กาเรต ไม่ต้องการให้ทุกคนมาห่วงเธอ เธอพยายามใช้ชีวิตเช่นคนปกติแม้ว่าเธอจะรู้ว่า อนาคตข้างหน้าเธอไม่อาจมีครอบครัวเช่นผู้หญิงคนอื่น แต่เธอก็ยังมีพลังใจในการใช้ชีวิตตลอดมา... เธอมักจะร้องขอให้ใครต่อใครพาเธอออกมาข้างนอกบ้าน เพื่อมีโอกาสมองเห็นสิ่งต่างๆ เช่นเด็กคนอื่นๆ เมื่อเธอเริ่มต้นเข้าโรงเรียน เธอก็ได้เพื่อนบ้านและพี่สาวที่เรียนอยู่ที่เดียวกัน ช่วยเหลือในการพาเธอไปโรงเรียนด้วย เธอพยายามเล่นกับเด็กอื่น เท่าที่สรีระของเธอจะอำนวย เธอมักจะคิดเกมส์ใหม่ๆ เพื่อเล่นกับเพื่อนๆ เสมอ...พร้อมๆ กับที่เธอเริ่มสนใจเย็บผ้าและถักโครเชท์ ครั้นเธออายุได้ 17 ปี เธอเริ่มตระหนักมากขึ้นว่า เธอไม่สามารถเดินได้เช่นคนอื่น และร่างกายของเธอก็ไม่แข็งแรงเหมือนหญิงทั่วไป เธอเริ่มเรียนตัดเย็บอย่างจริงจัง และเปิดร้านตัดเย็บเสื้อผ้าร่วมกับพี่สองทั้งสองที่บ้าน ด้วยฝีมือที่ประณีตและการเอาใจใส่ต่อทุกฝีจักร ทำให้ใครต่อใครพากันยอมรับในฝีมือตัดเย็บของเธอ.... แต่แล้ว... เธอก็ประสบปัญหาต่อมา...เมื่อแขนข้างขวาของเธอเริ่มใช้การไม่ได้ แต่..เธอก็ไม่ย่อท้อ เธอใช้แขนข้างที่เหลือหมุนล้อบนตัวจักรและหันมาเย็บเสื้อผ้าให้กับเด็กๆ แทน เมื่อพี่สาวทั้งสองของเธอแต่งงานออกเรือนไป มาร์กาเรตยุติกิจการเย็บผ้าระยะหนึ่ง เธอออกเดินทางไปรอบประเทศ พักอยู่ตามบ้านเพื่อน ก่อนที่เธอจะกลับมาตั้งต้นดูแลชีวิตด้วยตัวเอง... เธอได้น้องชายเข้ามาช่วยจัดระบบการทำงาน และเริ่มต้นทำธุรกิจ ตัดเย็บเสื้อผ้าร่วมกัน ด้วยการทำโรงงานขนาดเล็ก ตัดเย็บปัตติโค้ด(Petticoats) และ เสื้อผ้าเด็ก ดังเช่นชีวิตของใครหลายคน มีลงแล้ว ก็ย่อมมีขึ้น....ชีวิตของมาร์กาเรต ก็เช่นกัน หลังจากที่เธอตัดสินใจยืนด้วยตัวของตัวเองแล้ว ในปี 1880 เธอก็ไปค้นพบแบบการทำตุ๊กตาผ้ารูปช้างในนิตยสารแฟชั่นฉบับหนึ่ง เธอทดลองทำครั้งแรก 8 ตัว เพื่อเป็นของขวัญให้กับหลานๆ ของตัวเอง ซึ่งแน่นอนในยุคนั้น มันกลายเป็นของเล่นยอดฮิตของเด็กๆ ไม่ว่าหญิงหรือชาย หลังจากนั้นไม่นาน ก็เริ่มมีคนมาขอให้เธอเย็บตุ๊กตาผ้าให้อีก กระทั่งมันกลายเป็นสินค้าขายดีของเธอไปแล้ว และเธอจึงเริ่มเปลี่ยนโรงงานเย็บผ้าของตัวเองให้กลายมาเป็นโรงงานผลิตตุ๊กตาผ้ารูปสัตว์ชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ช้าง แมว สุนัขและหมู... สินค้าของเธอเริ่มเป็นที่ต้องการมากขึ้น น้องชายของเธอพยายามนำสินค้าออกโชว์ในงานแสดงสินค้าที่ Stuttgart ในปี 1883 แน่นอนมันประสบผลสำเร็จตามที่คาดและทำรายได้ให้กับเธอและน้องชายอย่างงดงาม จนต้องย้ายโรงงานจากบ้านมาตั้งที่ใหม่ และเมื่อหลานชายของเธอเติบโตขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาก็เข้ามาร่วมทำงานกับเธอ แต่มีเพียงคนเดียวที่สนิทสนมและร่วมคิดสร้างสรรค์กับเธอด้วย นั่นก็ Richard ในปี 1902 ริชาร์ด เริ่มมองหาช่องทางใหม่ๆ ให้กับธุรกิจของป้าตัวเอง เขามองเห็นช่องทางการทำตุ๊กตาหมีจากกระแสข่าวของประธานาธิบดีรูสเวลท์ พวกเขาจึงทดลองทำตุ๊กตาหมีขึ้นมา โดยตั้งชื่อครั้งแรกว่า PB แต่...ณ ประเทศเยอรมันกลับไม่ค่อยมีคนสนใจ ตุ๊กตาหมีชนิดนี้... การณ์กลับตาลปัตรเมื่อเขานำมันออกแสดงในงาน The World Exhibition ที่ St.Louis ประเทศสหรัฐอเมริกา ตุ๊กตาหมี PB ขายได้ถึง 12,000 ตัว หลังจากก่อนหน้านี้มันถูกซื้อไปแล้วในการออกร้านครั้งหนึ่งโดยลูกค้าชาวอเมริกันถึง 3,000 ตัวภายในชั่วพริบตา ความนิยมในตุ๊กตาหมีของอเมริกาส่งผลให้สมาชิกโรงงานของมาร์กาเรตที่ส่วนใหญ่เป็นแม่บ้านมีรายได้จากการเย็บตุ๊กตาหมีที่บัดนี้ ถูกตั้งชื่อใหม่ให้กลายเป็น เทดดี้แบร์ ตั้งแต่เมื่อปี 1906 และทำให้อีกปีต่อมา มาร์กาเรตขายตุ๊กตาหมีของเธอได้มากถึง 9 แสนกว่าตัว แน่นอนว่าผลิตภัณท์ตุ๊กตาผ้าของเธอนั้น ยังคงยึดมั่นหลักการเดิม คือ เธอจะทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเด็กๆ ของเธอเท่านั้น มาร์กาเรตออกแบบตุ๊กตาทุกตัวของเธอด้วยตัวของเธอเอง เธอตรวจสอบคุณสินค้าทุกครั้งก่อนนำออกจากโรงงาน เธอทุ่มเทความรักให้กับตุ๊กตาทุกตัวของเธอ ซึ่งแน่นอน มันส่งผ่านไปถึงผู้รับที่นำตุ๊กตาเหล่านั้นกลับไปเป็นเจ้าของด้วย เธอเสียชีวิตที่บ้านเกิดของตัวเองในวันที่ 9 พฤษภาคม ปี 1909 ด้วยโรคปอดอักเสบ ในวัย 61 ปี ในวันที่เธอจากไปครอบครัวและคนงานเศร้าโศกเสียใจ แต่พวกเขาก็ยังดำเนินกิจการผลิตตุ๊กตาผ้าของมาร์กาเรตต่อมากระทั่งปัจจุบัน ด้วยยึดมั่นในอุดคติแต่ดั้งเดิม เพราะพวกเขากล่าวว่า บริษัทนี้ดำเนินต่อมาได้ด้วยจิตวิญญาณของมาร์กาเรตนั่นเอง. January 14 หลง..... ดูเหมือนว่า เราจะนั่งอยู่ปลายขอบโลก ไม่มีใครมองเห็นเรา..
นั่นคือสิ่งที่เรารู้สึก...
ไม่มีความคิดใดๆ รกหัว เราไม่อยากขยับเคลื่อนออกจากที่....
ไม่อยากเดินทางไปไหนอีกแล้ว...
อยากจะปักหลักอยู่ที่ไปชั่วกาลนาน...
แต่ มันเป็นไปไม่ได้...ชีวิตของเรา เป็นแค่เพียงภาพหลอนลวงตาชั่วขณะ..
สักวัน โลกความจริงก็จะกระชากลากเรากลับไปยังโลกเก่าของเรา...
แต่....
ก่อนจะถึงวันนั้น...เวลานั้น...
เราอยากจะใช้ชีวิตแสนสุขในแต่ละวันให้เต็มอิ่ม...
ไม่ต้องกังวลกับเรื่องอะไร ....
เราหลงรักชีวิตที่นี่....... How!!How impossible to describe life!
How shameless of literature to poke its nose in everywhere!
How can you use a pen to write about blood!.... November 23 LingerIf you, if you could return Don’t let it burn, don’t let it fade I’m sure I’m not being rude But it’s just your attitude It’s tearing me apart It’s ruining everything And I swore, I swore I would be true And honey so did you So why were you holding her hand Is that the way we stand Were you lying all the time Was it just a game to you
But I’m in so deep You know I’m such a fool for you You got me wrapped around your finger Do you have to let it linger Do you have to, do you have to Do you have to let it linger
Oh, I thought the world of you I thought nothing could go wrong But I was wrong I was wrong If you, if you could get by Trying not to lie Things wouldn’t be so confused And I wouldn’t feel so used But you always really knew I just wanna be with you
And I’m in so deep You know I’m such a fool for you You got me wrapped around your finger Do you have to let it linger Do you have to. do you have to Do you have to let it linger
And I’m in so deep You know I’m such a fool for you You got me wrapped around your finger Do you have to let it linger Do you have to, do you have to Do you have to let it linger
You know I’m such a fool for you You got me wrapped around your finger Do you have to let it linger Do you have to, do you have to Do you have to let it linger
August 29 สะกิดใจทุกวันนี้เรามีตึกสูงขึ้น มีถนนกว้างขึ้น แต่ความอดกลั้นน้อยลง เรามีบ้านใหญ่ขึ้น แต่ครอบครัวของเรากลับเล็กลง
เรามียาใหม่ๆ มากขึ้น แต่สุขภาพกลับแย่ลง
เรามีความรักน้อยลง แต่มีความเกลียดมากขึ้น
เราไปถึงโลกพระจันทร์มาแล้ว แต่เรากลับพบว่า แค่การข้ามถนนไปทักทายเพื่อนบ้านกลับยากเย็น
เราพิชิตห้วงอวกาศมาแล้ว แต่แค่ห้วงในหัวใจกลับไม่อาจสัมผัสถึง เรามีรายได้สูงขึ้น
แต่ศีลธรรมกลับตกต่ำลง เรามีอาหารดีๆ มากขึ้น แต่สุขภาพแย่ลง
ทุกวันนี้ทุกบ้านมีคนหารายได้ถึง 2 คน แต่การหย่าร้างกลับเพิ่มมากขึ้น
จากนี้ไป ขอให้พวกเราอย่าเก็บของดีๆ ไว้โดยอ้างว่าเพื่อโอกาสพิเศษ
เพราะทุกวันที่เรายังมีชีวิตอยู่ คือ โอกาสพิเศษสุดแล้ว
จงแสวงหาการหยั่งรู้ จงนั่งตรงระเบียงบ้านเพื่อชื่นชมกับการมีชีวิตอยู่ จงใช้เวลากับครอบครัว เพื่อนฝูงคนที่รักให้มากขึ้น...
กินอาหารให้อร่อย ไปเที่ยวในที่ ที่อยากจะไป บอกคนที่เรารักทุกคนว่า ...เรารักพวกเขาเหล่านั้นแค่ไหน
อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง ที่จะทำอะไรก็ตามที่ทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที...มีความหมาย เราไม่รู้เลยว่า ....
....เมื่อไร มันจะสิ้นสุดลง......
จอรจ์ คอลลิน ดาราตลกผู้โด่งดัง เขียนขึ้นในวันที่ 11 กันยายน 2544 หลังจากที่ทราบว่า ภรรยาของเขาเสียชีวิตในตึกเวิร์ลเทรด August 27 มนุษย์สองหน้า....ผมอาจจะพูดเกินจริงไปสักหน่อย...ที่บอกว่ามีความสุขกับทุกอย่าง
เพราะในขณะเดียวกัน ไม่เคยพอเพียงกับสักอย่างเดียว
เมื่อได้แล้วก็อยากได้อีก ต้องวิ่งหาต่อไป...หยุดนิ่งไม่ได้
บางครั้งเต้นรำจนเหนื่อยแทบขาดใจและเมื่อถึงจุดนั้น
จะเหมือนมีแสงปลาบแปลบขึ้นมาชั่วอึดใจหนึ่ง
ส่งให้เห็นคำตอบปริศนาของโลกอย่างแจ่มชัด
แต่พอตื่นเช้าหายเหนื่อย คำตอบนั้นก็อันตรธานไปด้วย
กลับมีเรี่ยวแรงที่จะออกวิ่งต่อไป วิ่งพล่านเที่ยวรับรางวัลของชีวิต ไม่รู้จักอิ่ม
ไม่รู้จักพอ ไม่รู้ว่าจะหยุดได้อย่างไร......
..................
คุณไม่เคยต้องการความเห็นใจจากใครบ้างหรือ
ไม่เคยต้องการความช่วยเหลือหรือมิตรภาพบ้างหรือครับ...
ผมขอเพียงแต่ความเห็นใจ ไม่ต้องถึงกับมิตรภาพก็ได้
มิตรภาพเป็นเรื่องยุ่งยากต้องใช้เวลานาน
เมื่อได้มาแล้วจะทิ้งเสียก็ลำบาก
ต้องเก็บเอาไว้ทั้งๆที่บางที ก็เป็นภาระ
มิตรสหายของเราน่ะหรือคุณ... เขาไม่มีวันโทรศัพท์มาหาเราทุกคืน
เพื่อจะถามว่า คืนนี้ใช่ไหมที่เราอยากฆ่าตัวตาย...
คืนนี้ใช่ไหมที่เราว้าเหว่ต้องการเพื่อน
เปล่าเลย....
เขาจะโทรมาหาเราคืนที่เราสดชื่น ไม่ต้องการเขาจนนิดเดียว...
...................
มีผู้ชายคนหนึ่งนะครับคุณ ระหว่างที่เพื่อนรักไปติดคุก เขาเองยอมนอนกับพื้น
เพราะไม่ต้องการความสบายที่เพื่อนไม่ได้รับ
แล้วเรา ละคุณที่รัก... จะลงนอนกับพื้นเพื่อใครได้ไหม...
ผมเองอยากทำเหลือเกินและสักวันหนึ่งอาจจะทำได้..
สักวันหนึ่งเราทั้งหลายอาจทำได้ทุกคน และวันนั้นจะเป็นวันหลุดพ้นของเรา
แต่มันไม่ใช่ของง่าย เพราะเหตุว่า มิตรภาพนั้น ขี้หลงขี้ลืม...
หรืออย่างน้อยก็หย่อนสมรรถภาพ ไม่อาจบรรลุผลตามที่มันต้องการ
หรือบางที อาจจะเป็นเพราะความต้องการของมันไม่มากพอก็ได้...
จะเป็นไปได้ไหมคุณ... ว่าเรายังรักชีวิตนี้ไม่มากพอ
และด้วยเหตุนี้กระมังความตายจึงเป็นสิ่งเดียวที่เร้าความรู้สึกของเราได้
เรารักเพื่อนที่เพิ่งตายจากไป เราบูชาครูที่เพิ่งถูกฝังและสั่งสอนเราไม่ได้แล้ว
เรากล่าวคำชมเชยซึ่งเขาอาจต้องการได้รับมาตลอดเวลาที่มีชีวิตอยู่
คุณรู้ไหมว่าทำไมเราจึงยุติธรรมและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กับคนตายได้มากกว่าคนเป็น
ก็เพราะ เราหมดพันธะกับเขาแล้วน่ะสิ!!
เราเป็นอิสระจากเขาแล้ว
เรารักเขา ชมเขาในยามว่าง ระหว่างการไปงานคอกเทลและการไปหาผู้หญิง เขาบังคับเราไม่ได้...
นอกจาก บังคับให้ นึกถึง!!
แต่นั่น ก็ไม่เป็นไร...
เพราะความทรงจำของเรามันสั้น!!
ความบางตอนที่ชอบจากเรื่อง "มนุษย์สองหน้า" ของAlbert Carmus August 20 ........It's good to feel you are close to me in the night, love
invisible in your sleep, interntly nocturnal,
while I untangle my worries
as if they were twisted nets.
Withdrawn, your heart sails through dream,
but your body, relinquished so, breathes
seeking me without seeing me perfecting my dream
like a plant that seeds itself in the dark.
Rising , you will be that other , alive in the dawn,
but from the frontiers lost in the night,
from the presence and the absence where we meet ourselves,
something remains, drawing us into the light of life
as if the sign of the shadows had sealed
its secret creatures with flame. August 09 สูญ....จู่ๆ วันหนึ่ง ฉันก็โพล่งถาม ผู้คนในหน้าเวบไปว่า ถ้าคนที่คุณรักกำลังจะตายจากไปอีกสองเดือนข้างหน้า คุณจะทำอย่างไร ..หลายคำตอบ หลากมุมมอง ที่พูดคุยกันมาในหน้าเวบวันนั้น ...กระทั่งมีคนหนึ่ง ยอ้นถามฉันมาว่า ...แล้วตัวฉันเองล่ะ จะทำอย่างไร...
ในเวลานั้น กระทั่งถึงเวลานี้ ฉันเอง ก็หาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ว่า ฉันจะทำอย่างไร... เพราะ ฉันจะทำอย่างไร... ล่ะที่จะให้คนที่ฉันรักนั้น อยู่กับฉันได้นานที่สุด... นาน...ชั่วกัลป์...ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้..
ใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง... แต่ ช่วงเวลาที่เหลืออยู่นี่ต่างหากที่สำคัญ เราจะทำอย่างไร ให้คนที่เรารัก รู้สึกมีความสุข กระทั่งหมดลมหายใจ...มันเป็นช่วงเวลาที่นึกอะไรไม่ออกจริงๆ เหมือนว่าจะรู้ล่วงหน้า...แต่เรา ก็ไม่อาจทำใจ เมื่อเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นกับเราจริงๆ
รู้ทั้งรู้... และดูเหมือนจะรู้ทุกอย่าง แต่... ในภาวะเช่นนี้ มันเกินกว่าจะพรรณา...
ได้แต่ภาวนา...ขอให้ทุกอย่างพ้นผ่านไปได้ด้วยดี..... August 03 ฉัน - ตัวฉัน ฉันจับตัวฉัน
มัดไว้กลางแสงแดดร้อน
แสงแดดแผดเผา
ฉันเริ่มร้อนขึ้นทุกวินาที
เหม็นกลิ่นผมไหม้
เหม็นกลิ่นผิวไหม้ เหม็นกลิ่นเนื้อไหม้
ฉันเหม็นกลิ่นตัวฉันไหม้
ฉันเห็นตัวฉันดิ้นทุรนทุราย
ลำตัวดีดสบัดไปมา
แต่มือ ตีน แน่นิ่ง
เพราะฉันมัดมันไว้แน่นเพียงพอ
ฉันเห็นตัวฉันร้องครวญคราง
ตัวฉันเสียสติ
มันร้อน มันร้อง มันร่ำไห้
ฉันเห็นตัวฉันทุกข์ทรมาน
กลางเปลวแดดฉาน แผดร้อน
ฉันเห็นหัวใจฉันลุกไหม้
ฉันดูจนมันเป็นฝุ่นเถ้า ฉันมีความสุข
ฉันเห็นตัวฉันสูญหาย
ฉันเห็นตัวฉันตาย ฉันร้องไห้
ฉันเสียดายตัวฉัน..... July 23 แม่น้ำ น้ำตา
เราพำนักอยู่แทบฝั่งแม่น้ำน้ำตา... โดยโอบกอดนางธรณี - นางคงคา , ผู้โศกเศร้า นารอบบ้าน...เรือนชาน - นางโพสพ , ทุ่งข้าว ธารเล็กๆ จากเทือกเขา หลากเลี้ยงเรา...ดื่มกิน.....
ใช่สิ! เราพำนักแทบฝั่ง ,แม่น้ำน้ำตา ประวัติศาสตร์ = วันเวลา... สั่งสม = สูญสิ้น. ทอสร้างบ้าน ถักแปงเมือง แต่งแผ่นดิน เพลง / กวี / ศิลปะ ปะทุโถมถั่ง...
ใช่! เรือนชานเรา - แทบฝั่งแม่น้ำน้ำตา เสพสงครามข้ามฟ้า ครอบฝั่ง... ฉัน + เธอ = ประชากรชายน้ำ “ชิงชัง” “วัฒนธรรม” ประเดประดัง - เฮ้ย! นั่นอะไร?
เราพำนักแทบฝั่งระลอกน้ำตา... สมสู่ → ชินชา → สร้างใหม่ เมือกน้ำตา... รินหลั่งร่ำไป สืบวิสัย “สัญชาตญาณ” สืบพันธุ์
เรายังคงพำนักแทบฝั่ง - แม่น้ำน้ำตา... พลิกผืนดิน คว่ำแผ่นฟ้า เพิ่มฝัน... หมื่นระเบิดแสนกระสุน จุนเจือกัน ปากกระบอก “เธอแลฉัน” สันติภาพ?
มงคล เปลี่ยนบางช้าง 17 กรกฎาคม 2550 ขอยืมเค้ามาลง ชอบบทนี้ July 09 พ่อ..บุรุษผู้ไม่เคยมีทุกข์..วันนี้ เป็นวันเกิดพ่อ... เลยนึกถึงสิ่งที่เคยเขียนไว้ครั้งสุดท้ายถึงพ่อตัวเอง...
วันที่ไปแจ้งทำใบมรณบัตร พนักงานถามฉันว่า คนไข้มีอาชีพอะไร... ฉันนึกในใจ แล้วตอบไปว่า ไม่มีอาชีพค่ะ..
มันเป็นความขำ ขื่นๆ ที่นึกขึ้นมาได้ว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมา นับแต่ฉันเรียนชั้นอนุบาลกระทั่งจบทำงาน...เวลาที่ต้องกรอกอาชีพบิดามารดา ฉันมักจะนึกไม่ออกว่า ฉันจะให้ พ่อฉัน ทำงานอะไรดี...
ความทุกข์ในวัยเด็กของฉันก็คือ.. เพื่อนๆ มันจะมีพ่อมีแม่ ที่มีอาชีพการงานที่ดูแข็งแรงมั่นคง ...แต่สำหรับฉันในวันั้น นึกเท่าไร ก็นึกไม่ออกว่า พ่อฉันทำงานอะไร!!
พ่อเป็นเจ้าของคอกม้า... มันเป็นอาชีพหรือเปล่า พ่อไม่ได้เป็นหมอเหมือนคุณปู่...ไม่ได้เป็นทหาร ไม่ได้เป็นอะไรที่เช้าไปทำงานแล้วเย็นกลับบ้านพร้อมหน้าครอบครัว...
เพราะ พ่อจะตื่นเช้า อยู่กับคอกม้า ลานบ้าน..ตกบ่าย พาฉันขึ้นหลังม้า..แล้วก็ทอดด์ ไปเรื่อยๆ ฉันเองในวัยเด็ก เป็นคนพูดช้า...จนคนที่บ้านบอกว่า เป็นเพราะพ่อจับขึ้นหลังม้าแต่เด็ก เลยเป็นคนปากหนัก...
ทุกคืน... ที่ฉันนอนกับคุณย่าที่บ้านระนอง 2 ฉันจะสลึมสะลือตื่น เมื่อได้ยินเสียงรถของพ่อ วิ่งเข้ามาในบ้าน คุณย่าจะลุกขึ้นแหวกม่านหน้าต่าง จ้องมองลงไปที่ความมืดข้างล่าง... บางครั้งก็จะเรียกพ่อ..แอ๊ด เหรอลูก..เสียงพ่อจะดังตอบกลับมา ...คุณแม่เหรอฮะ... คุณแม่ยังไม่นอนอีกเหรอ..แล้วพ่อก็เดินเข้าบ้านไป...
มาถึงวันนี้ คุณย่ายังจำทุกอิริยาบถของพ่อได้เสมอ คุณย่ายังเล่าให้ฉันฟังต่อด้วยว่า หลังจากที่พอ่โผเผขับรถกลับจากความสำราญข้างนอกบ้าน พ่อจะเดินไปที่คอกม้า เอามือควานลงไปในรางหญ้า...คุณย่าจะนึกห่วงอยู่เสมอว่า งูเงี้ยวขอมันจะไปกัดมือพ่อเอา...แต่จนแล้วจนรอด พ่อก็ไม่เป็นอะไร....
ทุกเช้าพ่อจะขึ้นมาหาคุณย่าเสมอ คุณย่าจะนั่งรีดแบงค์ที่คุณปู่ให้ไว้จับจ่าย พ่อจะได้ค่าขนมจากคุณย่าทุกวันๆละ หนึ่งร้อยถึงสองร้อยบาท สมัยเมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว เที่ยวได้ทั้งคืน....
ความสงสัยของฉันในวัยเด็กเริ่มมีขึ้นมาอีก เมื่อวันหนึงเห็นแม่ร้องไห้ แล้วหอบหิ้วฉันกับน้องชายคนรอง ออกไปไหนต่อ่ไหน..กลางค่ำกลางคืนก็ยังไม่กลับบ้าน..ทั้งที่ปกติแม่ไม่เคยพอเราสองคนไปไหนเพียงลำพัง..สักพัก...ฉันก็มีน้องใหม่..ตอนนั้น ฉันไม่รู้อะไรมากไปกว่า ฉันมีน้องใหม่และมีอาเพิ่มมาอีกหนึ่งคน...
แล้วก็เริ่มมีโทรศัพท์ของใครต่อใครอีกหลายคน
เพียรโทรมาบอกแม่ว่า ไม่ต้องห่วง เพราะ "พี่แอ๊ด...อยู่กับหนู..." ฉันเริ่มเข้าใจสัญญาณเหล่านี้มากขึ้นตาม อายุของตัวเอง...
ตอนวัยรุ่น ฉันก็เหมือนวัยรุ่นทั่วไปที่มักจะต้องทำตัวให้มีปัญหา...ปัญหาของฉันที่พอจะนึกได้ก็คือ..ฉันต้องทำตัวให้มีปัญหาครอบคร้ว เพราะ พ่อมีเมียหลายคน...แต่จนแล้วจนรอด...ฉันก็นึกไม่ออกว่า ปัญหาของฉันมันอยู่ตรงไหน... ฉันไม่ได้ความรักจากพ่อหรือเปล่า..ก็ไม่ใช่..พ่อก็ยังเอาใจใส่และมีความรักให้กับฉันเสมอมา...ในวงเล็บ ตามแบบฉบับของพ่อ...
ฉันจำได้ว่าในวัยเด็ก แม่อาอ๊อด น้องสาวของพ่อเคยหงุดหงิดที่ ฉันจะมีเครื่องแต่งตัวอยู่เพียงสามสี และไม่ได้แต่งตัวเหมือนกับเด็กสาวๆ ทั่วไป คือ น้ำเงิน น้ำตาลและเสื้อยืดขาว นั่นก็เพราะ พ่อเป็นคนพาฉันไปซื้อเสื้อผ้านั่นเอง...
เมื่อไรที่ม้าชนะ ได้รางวัล พ่อจะกลับมาพร้อมกับเงินฟ่อนใหญ่ จับจ่ายใช้สอยกันอย่างสบายมือ แต่อาทิตย์ไหนม้าไม่เข้ารอบ..คืนนั้นพ่อจะกลับมาพร้อมกับคำบรรยายชนิด...ที่ฉันไม่อยากจำ...
ชีวิตของพ่อวนเวียนอยู่กับสิ่งที่เขาเรียกว่า สุรา นารี พาชี กีฬาบัตร อย่างครบถ้วน...
พ่อเป็นคนทุกข์ใจได้เพียงแป๊บเดียว สักพักพ่อก็จะมีคนเข้ามาช่วยเหลือเสมอ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง...
นับแต่ฉันจำความได้และดำรงสถานะเป็นลูกพ่อเสมอมานั้น ฉันแทยไม่เคยเห็นพ่อของฉันทุกข์ใจเรื่องอะไรเลย
ระยะหลังๆ เมื่อพ่อเอ่ยปากให้ใครช่วยเหลืออะไร พ่อก็มักจะได้รับความช่วยเหลือจากคนที่จริงใจกับพ่อเสมอ..ไม่ว่าจะด้วยเหตุอันใด พ่อของฉันจึงเป็นคนที่ไม่ค่อยจะเป็นทุกข์เหมือนคนอื่น..
พ่อเคยพูดกับฉันว่า เขาไม่มีทางอับจน พรุ่งนี้เดี๋ยวก็รวย...แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ซะด้วย ตั้งแต่เล็กจนโต ครอบครัวเราจะลุ่มๆ ดอนๆ กับเศรษฐกิจในครอบครัวเสมอ แต่ก็นั่น มันไม่เคยอยู่กับเรานาน เพราะคำที่พ่อพูด เดี๋ยวก็รวย..แล้วก็จะเป็นตามนั้นจริงๆ
พ่อมีผู้หญิงหลายคน..มีเพื่อนหลายกลุ่มผลัดเปลี่ยนเวียนกันเข้ามาเป็นเพื่อนพ่อ จนกระทั่งหลังสุด พ่อไปใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่ขอนแก่น...
ฉันเคยตามพ่อไปที่นั่น พ่อพาฉันไปดูชีวิตของพ่อที่นั่น...ชีวิตที่ห้อมล้อมด้วยบริวาร ผู้หญิง ม้าแข่ง และทุกสิ่งที่ปรนเปรอให้พ่อมีความสุข...สุขของพ่อคือสิ่งเหล่านี้...
ระยะหลังมานี่ ฉันเริ่มกลับไปดูแลพ่อ มากกว่าที่เคย...ทำให้ฉันเริ่มเข้าใจพ่อตัวเองมากขึ้น หลังจากที่ฉันเคยบอกเลิกศาลากับพ่อมานาน....
แต่ความเป็นพ่อเป็นลูก มันไม่เคยตัดกันขาดสักที พ่อเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าฉันรักเขา ส่วนฉันเองก็รู้อยู่แก่ใจว่า พ่อก็รักฉัน แต่ด้วยความที่เราทั้งคู่ เหมือนกันมากเกินไป ใจร้อน คิดแต่จะเอาชนะ ได้อะไรต้องได้ และ..ไม่เคยง้อใคร...ทำให้เราห่างกันไปนาน...นานมาก...
กระทั่งพ่อเริ่มป่วยมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่...พ่อโทรหาฉันบ่อยขึ้น ฉันเองไปดูแลพ |