aor's profilemadcapaorPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    March 10

    Ume blossoms

    Ume blossoms are often mentioned in Japanese poetry as a symbol of spring. When used in haiku or renga, they are a kigo or season word for early spring. The blossoms are associated with the Japanese Bush Warbler, and they are depicted together as one of the twelve suits on hanafuda (Japanese ume03[1].jpgplaying cards). During the Nara period (8th century), the blossom of the ume tree was preferred over the sakura (cherry) blossom, which became popular after the Heian period (794-1185).

     

    Ume flowers have been well loved and celebrated in both China and Japan. In China, they are most commonly used as decoration during the Chinese New Year. The blossoms are common subjects in Chinese art and are among the most beloved of Chinese flowers. Unlike the Japanese, however, the Chinese see the blossoms as more of a symbol for winter rather than a harbinger of spring. It is precisely for this reason that the blossoms are so beloved, because they bloom most vibrantly amidst the winter snow, after other plants have shed their leaves, and before any other flowers appear.

    February 17

    ใช่เพียง ตุ๊กตาหมี

    ใช่เพียงแค่ ตุ๊กตาหมี!!
           
           โดย นพวรรณ สิริเวชกุล
           
         
           
           เมื่อสักปลายปีที่ผ่านมา หลายคนคงผ่านตาข่าวการประมูลตุ๊กตาหมีราคาเหยียบหมื่นในบ้านเรากันไปบ้างไม่มากก็น้อย ตุ๊กตาหมีนาม เทดดี้ แบร์ ที่หลายคนบนโลกใบนี้หลงใหลและอยากจะมีไว้ครอบครอง อย่างน้อยสักหนึ่งตัว
           
           ใครจะไปคาดคิดว่า ตุ๊กตาหมีแสนธรรมดาๆ ตัวหนึ่งจะมีเรื่องราว มีประวัติที่น่าสนใจไม่น้อย เริ่มจากประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อราวปี ค.ศ.1902 ครั้งที่ประธานาธิบดีคนที่ 26 ธีร์โอดอร์ รูสเวลท์ Theodore Roosevelt ต้องเดินทางไปเจรจาแบ่งพรมแดนระหว่างรัฐมิสซิสซิปปี้กับรัฐหลุย์ เซียน่า เจ้าภาพในครั้งนั้นให้การต้อนรับผู้นำด้วยการพาไปล่าหมีป่า แต่ครั้งนั้นกลับไม่พบหมีสักตัว บรรดาเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจึงพาคิดแผนนำลูกหมีมาให้ ผู้นำประเทศได้ยิง แต่... ปรากฎว่า ประธานาธิบดีรูสเวลท์ กลับปฏิเสธที่จะยิง ซ้ำยังอุทานออกมา ว่า Spare the bear...
           
           เหตุการณ์นี้ยังความประทับใจให้กับการ์ตูนนิสต์ชื่อดังยุคนั้น คลิฟฟอร์ด เบอร์รีแมน Clifford Berruman เขาจึงวาดภาพที่ชื่อว่า Drawing the line in Mississippi และได้รับการตีพิมพ์ใน เดอะวอชิงตันโพสต์ ฉบับวันที่ 16 พฤศจิกายน ปี 1902 กลายเป็นที่กล่าวขานกันมาก จึงทำให้สามีภรรยามอร์ริสและโรส มิชทอม Morris and Rose Michtom ทำตุ๊กตาหมีผ้าขึ้นมาเพื่อยกย่องการกระทำครั้งนั้นของประธานาธิบดีของตัวเอง โดยตั้งชื่อเป็นเกียรติว่า เทดดี้ แบร์ โดยนำชื่อเทดดี้ ซึ่งเป็นชื่อเล่นของประธานาธิบดีมาตั้งเป็นชื่อตุ๊กตาหมี
           
           และนับแต่นั้นตุ๊กตาหมี เทดดี้แบร์ ก็กลายเป็นสินค้าขายดีติดอันดับในสหรัฐอเมริกา ถึงขนาดกลายเป็นสัญลักษณ์ในการหาเสียงของประธานาธิบดีรูสเวลท์ จนทำให้เขาได้รับคัดเลือกให้กลายเป็นประธานาธิบดีอีกสมัยหนึ่งด้วย
           
           นี่เป็นเรื่องราวทางฟากฝั่งสหรัฐอเมริกา.... แต่เรื่องเล่าทางเยอรมันนั้น มีความเป็นมาที่ยาวกว่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าของผู้ผลิตตุ๊กตาหมีขึ้นครั้งแรกของเยอรมัน เธอมีประวัติชีวิตที่น่าสนใจและติดตามไม่น้อย
           
           มาร์กาเรต ชไตฟ์ Margarete Steiff หญิงชาวเยอรมันผู้เป็นเจ้าของบริษัทของเล่นที่มีคุณภาพและราคาที่สูง นาม Steiff ด้วยคำประกาศที่เธอยืนยันตั้งแต่แรกเริ่มของการประดิษฐ์ตุ๊กตาผ้าก็คือ เธอจะทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเด็กๆของเธอเท่านั้น...
           
           ผลิตภัณท์ของเธอล้วนแล้วแต่พิถีพิถันในการเลือกวัสดุ ส่วนประกอบใดๆ ไม่ว่าจะเป็นขนแพะชนิดละเอียด ที่พร้อมจะทักทอคุณภาพดี กระทั่งลูกตายังทำด้วยไม้หรือแก้ว พร้อมกับยัดไส้ด้วยเศษขี้เลื่อยอย่างดี ทุกขึ้นตอนการผลิตคือการเย็บด้วยมือทั้งสิ้น
           
           Margarete เกิดเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมปี 1847 ที่เมือง Giengen an der Brenz ประเทศเยอรมนี เธอมีพี่สาว 2 คนและน้องชายร่วมสายโลหิตอีก 1 คน ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวเธอนั้นจัดว่าดี แต่ เหมือนโชคชะตาจะเล่นตลก เมื่อเธอมีอายุได้ 18 เดือน ก็เริ่มป่วยด้วยโปลิโอ และทำให้เธอไม่สามารถเดินได้นับตั้งแต่นั้นมา
           
           ตลอดชีวิตเธอต้องนั่งอยู่แต่บนเก้าอี้รถเข็น ด้วยเหตุนี้ทำให้มารดาของเธอเป็นห่วงเธอมากกว่าลูกคนไหนๆ แต่...มาร์กาเรต ไม่ต้องการให้ทุกคนมาห่วงเธอ เธอพยายามใช้ชีวิตเช่นคนปกติแม้ว่าเธอจะรู้ว่า อนาคตข้างหน้าเธอไม่อาจมีครอบครัวเช่นผู้หญิงคนอื่น แต่เธอก็ยังมีพลังใจในการใช้ชีวิตตลอดมา...
           
           เธอมักจะร้องขอให้ใครต่อใครพาเธอออกมาข้างนอกบ้าน เพื่อมีโอกาสมองเห็นสิ่งต่างๆ เช่นเด็กคนอื่นๆ เมื่อเธอเริ่มต้นเข้าโรงเรียน เธอก็ได้เพื่อนบ้านและพี่สาวที่เรียนอยู่ที่เดียวกัน ช่วยเหลือในการพาเธอไปโรงเรียนด้วย
           
           เธอพยายามเล่นกับเด็กอื่น เท่าที่สรีระของเธอจะอำนวย เธอมักจะคิดเกมส์ใหม่ๆ เพื่อเล่นกับเพื่อนๆ เสมอ...พร้อมๆ กับที่เธอเริ่มสนใจเย็บผ้าและถักโครเชท์
           
           ครั้นเธออายุได้ 17 ปี เธอเริ่มตระหนักมากขึ้นว่า เธอไม่สามารถเดินได้เช่นคนอื่น และร่างกายของเธอก็ไม่แข็งแรงเหมือนหญิงทั่วไป เธอเริ่มเรียนตัดเย็บอย่างจริงจัง และเปิดร้านตัดเย็บเสื้อผ้าร่วมกับพี่สองทั้งสองที่บ้าน ด้วยฝีมือที่ประณีตและการเอาใจใส่ต่อทุกฝีจักร ทำให้ใครต่อใครพากันยอมรับในฝีมือตัดเย็บของเธอ....
           
           แต่แล้ว... เธอก็ประสบปัญหาต่อมา...เมื่อแขนข้างขวาของเธอเริ่มใช้การไม่ได้ แต่..เธอก็ไม่ย่อท้อ เธอใช้แขนข้างที่เหลือหมุนล้อบนตัวจักรและหันมาเย็บเสื้อผ้าให้กับเด็กๆ แทน
           
           เมื่อพี่สาวทั้งสองของเธอแต่งงานออกเรือนไป มาร์กาเรตยุติกิจการเย็บผ้าระยะหนึ่ง เธอออกเดินทางไปรอบประเทศ พักอยู่ตามบ้านเพื่อน ก่อนที่เธอจะกลับมาตั้งต้นดูแลชีวิตด้วยตัวเอง...
           
           เธอได้น้องชายเข้ามาช่วยจัดระบบการทำงาน และเริ่มต้นทำธุรกิจ ตัดเย็บเสื้อผ้าร่วมกัน ด้วยการทำโรงงานขนาดเล็ก ตัดเย็บปัตติโค้ด(Petticoats) และ เสื้อผ้าเด็ก
           
           ดังเช่นชีวิตของใครหลายคน มีลงแล้ว ก็ย่อมมีขึ้น....ชีวิตของมาร์กาเรต ก็เช่นกัน หลังจากที่เธอตัดสินใจยืนด้วยตัวของตัวเองแล้ว ในปี 1880 เธอก็ไปค้นพบแบบการทำตุ๊กตาผ้ารูปช้างในนิตยสารแฟชั่นฉบับหนึ่ง เธอทดลองทำครั้งแรก 8 ตัว เพื่อเป็นของขวัญให้กับหลานๆ ของตัวเอง ซึ่งแน่นอนในยุคนั้น มันกลายเป็นของเล่นยอดฮิตของเด็กๆ ไม่ว่าหญิงหรือชาย
           
           หลังจากนั้นไม่นาน ก็เริ่มมีคนมาขอให้เธอเย็บตุ๊กตาผ้าให้อีก กระทั่งมันกลายเป็นสินค้าขายดีของเธอไปแล้ว และเธอจึงเริ่มเปลี่ยนโรงงานเย็บผ้าของตัวเองให้กลายมาเป็นโรงงานผลิตตุ๊กตาผ้ารูปสัตว์ชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ช้าง แมว สุนัขและหมู...
           
           สินค้าของเธอเริ่มเป็นที่ต้องการมากขึ้น น้องชายของเธอพยายามนำสินค้าออกโชว์ในงานแสดงสินค้าที่ Stuttgart ในปี 1883 แน่นอนมันประสบผลสำเร็จตามที่คาดและทำรายได้ให้กับเธอและน้องชายอย่างงดงาม จนต้องย้ายโรงงานจากบ้านมาตั้งที่ใหม่
           
           และเมื่อหลานชายของเธอเติบโตขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาก็เข้ามาร่วมทำงานกับเธอ แต่มีเพียงคนเดียวที่สนิทสนมและร่วมคิดสร้างสรรค์กับเธอด้วย นั่นก็ Richard ในปี 1902 ริชาร์ด เริ่มมองหาช่องทางใหม่ๆ ให้กับธุรกิจของป้าตัวเอง เขามองเห็นช่องทางการทำตุ๊กตาหมีจากกระแสข่าวของประธานาธิบดีรูสเวลท์ พวกเขาจึงทดลองทำตุ๊กตาหมีขึ้นมา โดยตั้งชื่อครั้งแรกว่า PB แต่...ณ ประเทศเยอรมันกลับไม่ค่อยมีคนสนใจ ตุ๊กตาหมีชนิดนี้...
           
           การณ์กลับตาลปัตรเมื่อเขานำมันออกแสดงในงาน The World Exhibition ที่ St.Louis ประเทศสหรัฐอเมริกา ตุ๊กตาหมี PB ขายได้ถึง 12,000 ตัว หลังจากก่อนหน้านี้มันถูกซื้อไปแล้วในการออกร้านครั้งหนึ่งโดยลูกค้าชาวอเมริกันถึง 3,000 ตัวภายในชั่วพริบตา
           
           ความนิยมในตุ๊กตาหมีของอเมริกาส่งผลให้สมาชิกโรงงานของมาร์กาเรตที่ส่วนใหญ่เป็นแม่บ้านมีรายได้จากการเย็บตุ๊กตาหมีที่บัดนี้ ถูกตั้งชื่อใหม่ให้กลายเป็น เทดดี้แบร์ ตั้งแต่เมื่อปี 1906 และทำให้อีกปีต่อมา มาร์กาเรตขายตุ๊กตาหมีของเธอได้มากถึง 9 แสนกว่าตัว
           
           แน่นอนว่าผลิตภัณท์ตุ๊กตาผ้าของเธอนั้น ยังคงยึดมั่นหลักการเดิม คือ เธอจะทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเด็กๆ ของเธอเท่านั้น มาร์กาเรตออกแบบตุ๊กตาทุกตัวของเธอด้วยตัวของเธอเอง เธอตรวจสอบคุณสินค้าทุกครั้งก่อนนำออกจากโรงงาน เธอทุ่มเทความรักให้กับตุ๊กตาทุกตัวของเธอ ซึ่งแน่นอน มันส่งผ่านไปถึงผู้รับที่นำตุ๊กตาเหล่านั้นกลับไปเป็นเจ้าของด้วย
           
           เธอเสียชีวิตที่บ้านเกิดของตัวเองในวันที่ 9 พฤษภาคม ปี 1909 ด้วยโรคปอดอักเสบ ในวัย 61 ปี ในวันที่เธอจากไปครอบครัวและคนงานเศร้าโศกเสียใจ แต่พวกเขาก็ยังดำเนินกิจการผลิตตุ๊กตาผ้าของมาร์กาเรตต่อมากระทั่งปัจจุบัน ด้วยยึดมั่นในอุดคติแต่ดั้งเดิม เพราะพวกเขากล่าวว่า บริษัทนี้ดำเนินต่อมาได้ด้วยจิตวิญญาณของมาร์กาเรตนั่นเอง.
    January 14

    หลง.....

      ดูเหมือนว่า เราจะนั่งอยู่ปลายขอบโลก ไม่มีใครมองเห็นเรา..
    นั่นคือสิ่งที่เรารู้สึก...
    ไม่มีความคิดใดๆ รกหัว เราไม่อยากขยับเคลื่อนออกจากที่....
    ไม่อยากเดินทางไปไหนอีกแล้ว...
    อยากจะปักหลักอยู่ที่ไปชั่วกาลนาน...
    แต่ มันเป็นไปไม่ได้...ชีวิตของเรา เป็นแค่เพียงภาพหลอนลวงตาชั่วขณะ..
    สักวัน โลกความจริงก็จะกระชากลากเรากลับไปยังโลกเก่าของเรา...
     
    แต่....
    ก่อนจะถึงวันนั้น...เวลานั้น...
    เราอยากจะใช้ชีวิตแสนสุขในแต่ละวันให้เต็มอิ่ม...
    ไม่ต้องกังวลกับเรื่องอะไร ....
    เราหลงรักชีวิตที่นี่.......

    How!!

    How impossible to describe life!
    How shameless of literature to poke its nose in everywhere!
    How can you use a pen to write about blood!....
    November 23

    Linger

      If you, if you could return

    Don’t let it burn, don’t let it fade

    I’m sure I’m not being rude

    But it’s just your attitude

    It’s tearing me apart

    It’s ruining everything

    And I swore, I swore I would be true

    And honey so did you

    So why were you holding her hand

    Is that the way we stand

    Were you lying all the time

    Was it just a game to you

     

    But I’m in so deep

    You know I’m such a fool for you

    You got me wrapped around your finger

    Do you have to let it linger

    Do you have to, do you have to

    Do you have to let it linger

     

    Oh, I thought the world of you

    I thought nothing could go wrong

    But I was wrong

    I was wrong

    If you, if you could get by

    Trying not to lie

    Things wouldn’t be so confused

    And I wouldn’t feel so used

    But you always really knew

    I just wanna be with you

     

    And I’m in so deep

    You know I’m such a fool for you

    You got me wrapped around your finger

    Do you have to let it linger

    Do you have to. do you have to

    Do you have to let it linger

     

    And I’m in so deep

    You know I’m such a fool for you

    You got me wrapped around your finger

    Do you have to let it linger

    Do you have to, do you have to

    Do you have to let it linger

     

    You know I’m such a fool for you

    You got me wrapped around your finger

    Do you have to let it linger

    Do you have to, do you have to

    Do you have to let it linger

     

    August 29

    สะกิดใจ

    ทุกวันนี้เรามีตึกสูงขึ้น มีถนนกว้างขึ้น แต่ความอดกลั้นน้อยลง เรามีบ้านใหญ่ขึ้น แต่ครอบครัวของเรากลับเล็กลง
    เรามียาใหม่ๆ มากขึ้น แต่สุขภาพกลับแย่ลง
    เรามีความรักน้อยลง แต่มีความเกลียดมากขึ้น
    เราไปถึงโลกพระจันทร์มาแล้ว แต่เรากลับพบว่า แค่การข้ามถนนไปทักทายเพื่อนบ้านกลับยากเย็น
    เราพิชิตห้วงอวกาศมาแล้ว แต่แค่ห้วงในหัวใจกลับไม่อาจสัมผัสถึง เรามีรายได้สูงขึ้น
    แต่ศีลธรรมกลับตกต่ำลง เรามีอาหารดีๆ มากขึ้น แต่สุขภาพแย่ลง
    ทุกวันนี้ทุกบ้านมีคนหารายได้ถึง 2 คน แต่การหย่าร้างกลับเพิ่มมากขึ้น
     
    จากนี้ไป ขอให้พวกเราอย่าเก็บของดีๆ ไว้โดยอ้างว่าเพื่อโอกาสพิเศษ
    เพราะทุกวันที่เรายังมีชีวิตอยู่ คือ โอกาสพิเศษสุดแล้ว
    จงแสวงหาการหยั่งรู้ จงนั่งตรงระเบียงบ้านเพื่อชื่นชมกับการมีชีวิตอยู่ จงใช้เวลากับครอบครัว เพื่อนฝูงคนที่รักให้มากขึ้น...
    กินอาหารให้อร่อย ไปเที่ยวในที่ ที่อยากจะไป บอกคนที่เรารักทุกคนว่า ...เรารักพวกเขาเหล่านั้นแค่ไหน
    อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง ที่จะทำอะไรก็ตามที่ทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที...มีความหมาย เราไม่รู้เลยว่า ....
    ....เมื่อไร มันจะสิ้นสุดลง......
     
     
     
    จอรจ์ คอลลิน ดาราตลกผู้โด่งดัง เขียนขึ้นในวันที่ 11 กันยายน 2544 หลังจากที่ทราบว่า ภรรยาของเขาเสียชีวิตในตึกเวิร์ลเทรด 
    August 27

    มนุษย์สองหน้า....

     
    ผมอาจจะพูดเกินจริงไปสักหน่อย...ที่บอกว่ามีความสุขกับทุกอย่าง
    เพราะในขณะเดียวกัน ไม่เคยพอเพียงกับสักอย่างเดียว
    เมื่อได้แล้วก็อยากได้อีก ต้องวิ่งหาต่อไป...หยุดนิ่งไม่ได้ 
    บางครั้งเต้นรำจนเหนื่อยแทบขาดใจและเมื่อถึงจุดนั้น
    จะเหมือนมีแสงปลาบแปลบขึ้นมาชั่วอึดใจหนึ่ง
    ส่งให้เห็นคำตอบปริศนาของโลกอย่างแจ่มชัด
    แต่พอตื่นเช้าหายเหนื่อย คำตอบนั้นก็อันตรธานไปด้วย
    กลับมีเรี่ยวแรงที่จะออกวิ่งต่อไป วิ่งพล่านเที่ยวรับรางวัลของชีวิต ไม่รู้จักอิ่ม
    ไม่รู้จักพอ ไม่รู้ว่าจะหยุดได้อย่างไร......
    ..................
    คุณไม่เคยต้องการความเห็นใจจากใครบ้างหรือ
    ไม่เคยต้องการความช่วยเหลือหรือมิตรภาพบ้างหรือครับ...
    ผมขอเพียงแต่ความเห็นใจ ไม่ต้องถึงกับมิตรภาพก็ได้
    มิตรภาพเป็นเรื่องยุ่งยากต้องใช้เวลานาน
    เมื่อได้มาแล้วจะทิ้งเสียก็ลำบาก
    ต้องเก็บเอาไว้ทั้งๆที่บางที ก็เป็นภาระ
    มิตรสหายของเราน่ะหรือคุณ... เขาไม่มีวันโทรศัพท์มาหาเราทุกคืน
     
     เพื่อจะถามว่า คืนนี้ใช่ไหมที่เราอยากฆ่าตัวตาย...
    คืนนี้ใช่ไหมที่เราว้าเหว่ต้องการเพื่อน
    เปล่าเลย....
    เขาจะโทรมาหาเราคืนที่เราสดชื่น ไม่ต้องการเขาจนนิดเดียว...
     
    ...................
     
    มีผู้ชายคนหนึ่งนะครับคุณ ระหว่างที่เพื่อนรักไปติดคุก เขาเองยอมนอนกับพื้น
    เพราะไม่ต้องการความสบายที่เพื่อนไม่ได้รับ
    แล้วเรา ละคุณที่รัก... จะลงนอนกับพื้นเพื่อใครได้ไหม...
    ผมเองอยากทำเหลือเกินและสักวันหนึ่งอาจจะทำได้..
    สักวันหนึ่งเราทั้งหลายอาจทำได้ทุกคน และวันนั้นจะเป็นวันหลุดพ้นของเรา
    แต่มันไม่ใช่ของง่าย เพราะเหตุว่า มิตรภาพนั้น ขี้หลงขี้ลืม...
    หรืออย่างน้อยก็หย่อนสมรรถภาพ ไม่อาจบรรลุผลตามที่มันต้องการ
    หรือบางที อาจจะเป็นเพราะความต้องการของมันไม่มากพอก็ได้...
    จะเป็นไปได้ไหมคุณ... ว่าเรายังรักชีวิตนี้ไม่มากพอ
    และด้วยเหตุนี้กระมังความตายจึงเป็นสิ่งเดียวที่เร้าความรู้สึกของเราได้
    เรารักเพื่อนที่เพิ่งตายจากไป เราบูชาครูที่เพิ่งถูกฝังและสั่งสอนเราไม่ได้แล้ว
    เรากล่าวคำชมเชยซึ่งเขาอาจต้องการได้รับมาตลอดเวลาที่มีชีวิตอยู่
     
    คุณรู้ไหมว่าทำไมเราจึงยุติธรรมและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กับคนตายได้มากกว่าคนเป็น
    ก็เพราะ เราหมดพันธะกับเขาแล้วน่ะสิ!!
     
    เราเป็นอิสระจากเขาแล้ว
    เรารักเขา ชมเขาในยามว่าง ระหว่างการไปงานคอกเทลและการไปหาผู้หญิง เขาบังคับเราไม่ได้...
    นอกจาก บังคับให้ นึกถึง!!
    แต่นั่น ก็ไม่เป็นไร...
    เพราะความทรงจำของเรามันสั้น!!
     
     
     
    ความบางตอนที่ชอบจากเรื่อง   "มนุษย์สองหน้า" ของAlbert Carmus
    August 20

    ........

    It's  good to feel you are close to me in the night, love 
    invisible in your sleep, interntly nocturnal,
    while I untangle my worries
    as if they were twisted nets.
     
    Withdrawn, your heart sails through dream,
    but your body, relinquished so, breathes
    seeking me without seeing me perfecting my dream
    like a plant that seeds itself in the dark.
     
     
     
    Rising , you will be that other , alive in the dawn,
    but from the frontiers lost in the night,
    from the presence and the absence where we meet ourselves,
     
    something remains, drawing us into the light of life
    as if the sign of the shadows had sealed
    its secret creatures with flame.
    August 09

    สูญ....

     
     
    จู่ๆ วันหนึ่ง ฉันก็โพล่งถาม  ผู้คนในหน้าเวบไปว่า ถ้าคนที่คุณรักกำลังจะตายจากไปอีกสองเดือนข้างหน้า คุณจะทำอย่างไร ..หลายคำตอบ หลากมุมมอง ที่พูดคุยกันมาในหน้าเวบวันนั้น ...กระทั่งมีคนหนึ่ง ยอ้นถามฉันมาว่า ...แล้วตัวฉันเองล่ะ จะทำอย่างไร...
     
    ในเวลานั้น กระทั่งถึงเวลานี้ ฉันเอง ก็หาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ว่า ฉันจะทำอย่างไร... เพราะ ฉันจะทำอย่างไร... ล่ะที่จะให้คนที่ฉันรักนั้น อยู่กับฉันได้นานที่สุด... นาน...ชั่วกัลป์...ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้..
    ใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง... แต่ ช่วงเวลาที่เหลืออยู่นี่ต่างหากที่สำคัญ เราจะทำอย่างไร ให้คนที่เรารัก รู้สึกมีความสุข กระทั่งหมดลมหายใจ...มันเป็นช่วงเวลาที่นึกอะไรไม่ออกจริงๆ  เหมือนว่าจะรู้ล่วงหน้า...แต่เรา ก็ไม่อาจทำใจ เมื่อเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นกับเราจริงๆ
    รู้ทั้งรู้... และดูเหมือนจะรู้ทุกอย่าง แต่... ในภาวะเช่นนี้ มันเกินกว่าจะพรรณา...
     
     
    ได้แต่ภาวนา...ขอให้ทุกอย่างพ้นผ่านไปได้ด้วยดี.....
    August 03

    ฉัน - ตัวฉัน

     
     
     ฉันจับตัวฉัน
    มัดไว้กลางแสงแดดร้อน
     
    แสงแดดแผดเผา
    ฉันเริ่มร้อนขึ้นทุกวินาที
     
    เหม็นกลิ่นผมไหม้
    เหม็นกลิ่นผิวไหม้ เหม็นกลิ่นเนื้อไหม้
    ฉันเหม็นกลิ่นตัวฉันไหม้
     
    ฉันเห็นตัวฉันดิ้นทุรนทุราย
    ลำตัวดีดสบัดไปมา
    แต่มือ  ตีน  แน่นิ่ง
    เพราะฉันมัดมันไว้แน่นเพียงพอ
     
    ฉันเห็นตัวฉันร้องครวญคราง
    ตัวฉันเสียสติ
    มันร้อน มันร้อง มันร่ำไห้
    ฉันเห็นตัวฉันทุกข์ทรมาน
    กลางเปลวแดดฉาน  แผดร้อน
     
    ฉันเห็นหัวใจฉันลุกไหม้
    ฉันดูจนมันเป็นฝุ่นเถ้า ฉันมีความสุข
    ฉันเห็นตัวฉันสูญหาย
    ฉันเห็นตัวฉันตาย ฉันร้องไห้
    ฉันเสียดายตัวฉัน.....
    July 23

    แม่น้ำ น้ำตา

     

     

              เราพำนักอยู่แทบฝั่งแม่น้ำน้ำตา...

    โดยโอบกอดนางธรณี - นางคงคา , ผู้โศกเศร้า

    นารอบบ้าน...เรือนชาน - นางโพสพ , ทุ่งข้าว

    ธารเล็กๆ จากเทือกเขา หลากเลี้ยงเรา...ดื่มกิน.....

     

              ใช่สิ! เราพำนักแทบฝั่ง ,แม่น้ำน้ำตา

    ประวัติศาสตร์ = วันเวลา... สั่งสม = สูญสิ้น.

    ทอสร้างบ้าน ถักแปงเมือง แต่งแผ่นดิน

    เพลง / กวี / ศิลปะ ปะทุโถมถั่ง...

     

              ใช่! เรือนชานเรา - แทบฝั่งแม่น้ำน้ำตา

    เสพสงครามข้ามฟ้า ครอบฝั่ง...

    ฉัน + เธอ = ประชากรชายน้ำ ชิงชัง

    วัฒนธรรม ประเดประดัง - เฮ้ย! นั่นอะไร?

     

              เราพำนักแทบฝั่งระลอกน้ำตา...

    สมสู่ ชินชา สร้างใหม่

    เมือกน้ำตา... รินหลั่งร่ำไป

    สืบวิสัย สัญชาตญาณ สืบพันธุ์

     

              เรายังคงพำนักแทบฝั่ง - แม่น้ำน้ำตา...

    พลิกผืนดิน คว่ำแผ่นฟ้า เพิ่มฝัน...

    หมื่นระเบิดแสนกระสุน จุนเจือกัน

    ปากกระบอก เธอแลฉัน สันติภาพ?

     

              

    มงคล เปลี่ยนบางช้าง

    17 กรกฎาคม 2550

    ขอยืมเค้ามาลง  ชอบบทนี้

     
    July 09

    พ่อ..บุรุษผู้ไม่เคยมีทุกข์..

     
     
    วันนี้ เป็นวันเกิดพ่อ... เลยนึกถึงสิ่งที่เคยเขียนไว้ครั้งสุดท้ายถึงพ่อตัวเอง...
     
    วันที่ไปแจ้งทำใบมรณบัตร พนักงานถามฉันว่า คนไข้มีอาชีพอะไร... ฉันนึกในใจ แล้วตอบไปว่า ไม่มีอาชีพค่ะ..
     
    มันเป็นความขำ ขื่นๆ ที่นึกขึ้นมาได้ว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมา นับแต่ฉันเรียนชั้นอนุบาลกระทั่งจบทำงาน...เวลาที่ต้องกรอกอาชีพบิดามารดา ฉันมักจะนึกไม่ออกว่า ฉันจะให้ พ่อฉัน ทำงานอะไรดี...
     
    ความทุกข์ในวัยเด็กของฉันก็คือ.. เพื่อนๆ มันจะมีพ่อมีแม่ ที่มีอาชีพการงานที่ดูแข็งแรงมั่นคง ...แต่สำหรับฉันในวันั้น นึกเท่าไร ก็นึกไม่ออกว่า พ่อฉันทำงานอะไร!!
     
    พ่อเป็นเจ้าของคอกม้า... มันเป็นอาชีพหรือเปล่า พ่อไม่ได้เป็นหมอเหมือนคุณปู่...ไม่ได้เป็นทหาร ไม่ได้เป็นอะไรที่เช้าไปทำงานแล้วเย็นกลับบ้านพร้อมหน้าครอบครัว...
     
    เพราะ พ่อจะตื่นเช้า อยู่กับคอกม้า ลานบ้าน..ตกบ่าย พาฉันขึ้นหลังม้า..แล้วก็ทอดด์ ไปเรื่อยๆ ฉันเองในวัยเด็ก เป็นคนพูดช้า...จนคนที่บ้านบอกว่า เป็นเพราะพ่อจับขึ้นหลังม้าแต่เด็ก เลยเป็นคนปากหนัก...
     
    ทุกคืน... ที่ฉันนอนกับคุณย่าที่บ้านระนอง 2 ฉันจะสลึมสะลือตื่น เมื่อได้ยินเสียงรถของพ่อ วิ่งเข้ามาในบ้าน คุณย่าจะลุกขึ้นแหวกม่านหน้าต่าง จ้องมองลงไปที่ความมืดข้างล่าง... บางครั้งก็จะเรียกพ่อ..แอ๊ด เหรอลูก..เสียงพ่อจะดังตอบกลับมา ...คุณแม่เหรอฮะ... คุณแม่ยังไม่นอนอีกเหรอ..แล้วพ่อก็เดินเข้าบ้านไป...
     
    มาถึงวันนี้  คุณย่ายังจำทุกอิริยาบถของพ่อได้เสมอ คุณย่ายังเล่าให้ฉันฟังต่อด้วยว่า หลังจากที่พอ่โผเผขับรถกลับจากความสำราญข้างนอกบ้าน พ่อจะเดินไปที่คอกม้า เอามือควานลงไปในรางหญ้า...คุณย่าจะนึกห่วงอยู่เสมอว่า งูเงี้ยวขอมันจะไปกัดมือพ่อเอา...แต่จนแล้วจนรอด พ่อก็ไม่เป็นอะไร....
     
    ทุกเช้าพ่อจะขึ้นมาหาคุณย่าเสมอ คุณย่าจะนั่งรีดแบงค์ที่คุณปู่ให้ไว้จับจ่าย พ่อจะได้ค่าขนมจากคุณย่าทุกวันๆละ หนึ่งร้อยถึงสองร้อยบาท สมัยเมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว เที่ยวได้ทั้งคืน....
     
    ความสงสัยของฉันในวัยเด็กเริ่มมีขึ้นมาอีก เมื่อวันหนึงเห็นแม่ร้องไห้ แล้วหอบหิ้วฉันกับน้องชายคนรอง ออกไปไหนต่อ่ไหน..กลางค่ำกลางคืนก็ยังไม่กลับบ้าน..ทั้งที่ปกติแม่ไม่เคยพอเราสองคนไปไหนเพียงลำพัง..สักพัก...ฉันก็มีน้องใหม่..ตอนนั้น ฉันไม่รู้อะไรมากไปกว่า ฉันมีน้องใหม่และมีอาเพิ่มมาอีกหนึ่งคน...
     
    แล้วก็เริ่มมีโทรศัพท์ของใครต่อใครอีกหลายคน
    เพียรโทรมาบอกแม่ว่า ไม่ต้องห่วง เพราะ "พี่แอ๊ด...อยู่กับหนู..." ฉันเริ่มเข้าใจสัญญาณเหล่านี้มากขึ้นตาม อายุของตัวเอง...
     
    ตอนวัยรุ่น ฉันก็เหมือนวัยรุ่นทั่วไปที่มักจะต้องทำตัวให้มีปัญหา...ปัญหาของฉันที่พอจะนึกได้ก็คือ..ฉันต้องทำตัวให้มีปัญหาครอบคร้ว เพราะ พ่อมีเมียหลายคน...แต่จนแล้วจนรอด...ฉันก็นึกไม่ออกว่า ปัญหาของฉันมันอยู่ตรงไหน... ฉันไม่ได้ความรักจากพ่อหรือเปล่า..ก็ไม่ใช่..พ่อก็ยังเอาใจใส่และมีความรักให้กับฉันเสมอมา...ในวงเล็บ ตามแบบฉบับของพ่อ...
     
    ฉันจำได้ว่าในวัยเด็ก แม่อาอ๊อด น้องสาวของพ่อเคยหงุดหงิดที่ ฉันจะมีเครื่องแต่งตัวอยู่เพียงสามสี และไม่ได้แต่งตัวเหมือนกับเด็กสาวๆ ทั่วไป คือ น้ำเงิน น้ำตาลและเสื้อยืดขาว นั่นก็เพราะ พ่อเป็นคนพาฉันไปซื้อเสื้อผ้านั่นเอง...
     
    เมื่อไรที่ม้าชนะ ได้รางวัล พ่อจะกลับมาพร้อมกับเงินฟ่อนใหญ่ จับจ่ายใช้สอยกันอย่างสบายมือ แต่อาทิตย์ไหนม้าไม่เข้ารอบ..คืนนั้นพ่อจะกลับมาพร้อมกับคำบรรยายชนิด...ที่ฉันไม่อยากจำ...
     
    ชีวิตของพ่อวนเวียนอยู่กับสิ่งที่เขาเรียกว่า สุรา นารี พาชี กีฬาบัตร อย่างครบถ้วน...
     
     
    พ่อเป็นคนทุกข์ใจได้เพียงแป๊บเดียว สักพักพ่อก็จะมีคนเข้ามาช่วยเหลือเสมอ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง...
    นับแต่ฉันจำความได้และดำรงสถานะเป็นลูกพ่อเสมอมานั้น ฉันแทยไม่เคยเห็นพ่อของฉันทุกข์ใจเรื่องอะไรเลย
     
    ระยะหลังๆ เมื่อพ่อเอ่ยปากให้ใครช่วยเหลืออะไร พ่อก็มักจะได้รับความช่วยเหลือจากคนที่จริงใจกับพ่อเสมอ..ไม่ว่าจะด้วยเหตุอันใด พ่อของฉันจึงเป็นคนที่ไม่ค่อยจะเป็นทุกข์เหมือนคนอื่น..
     
    พ่อเคยพูดกับฉันว่า เขาไม่มีทางอับจน พรุ่งนี้เดี๋ยวก็รวย...แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ซะด้วย ตั้งแต่เล็กจนโต ครอบครัวเราจะลุ่มๆ ดอนๆ กับเศรษฐกิจในครอบครัวเสมอ แต่ก็นั่น มันไม่เคยอยู่กับเรานาน เพราะคำที่พ่อพูด เดี๋ยวก็รวย..แล้วก็จะเป็นตามนั้นจริงๆ
     
    พ่อมีผู้หญิงหลายคน..มีเพื่อนหลายกลุ่มผลัดเปลี่ยนเวียนกันเข้ามาเป็นเพื่อนพ่อ จนกระทั่งหลังสุด พ่อไปใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่ขอนแก่น...
     
    ฉันเคยตามพ่อไปที่นั่น พ่อพาฉันไปดูชีวิตของพ่อที่นั่น...ชีวิตที่ห้อมล้อมด้วยบริวาร ผู้หญิง ม้าแข่ง และทุกสิ่งที่ปรนเปรอให้พ่อมีความสุข...สุขของพ่อคือสิ่งเหล่านี้...
    ระยะหลังมานี่ ฉันเริ่มกลับไปดูแลพ่อ มากกว่าที่เคย...ทำให้ฉันเริ่มเข้าใจพ่อตัวเองมากขึ้น หลังจากที่ฉันเคยบอกเลิกศาลากับพ่อมานาน....
     
    แต่ความเป็นพ่อเป็นลูก มันไม่เคยตัดกันขาดสักที พ่อเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าฉันรักเขา ส่วนฉันเองก็รู้อยู่แก่ใจว่า พ่อก็รักฉัน แต่ด้วยความที่เราทั้งคู่ เหมือนกันมากเกินไป ใจร้อน คิดแต่จะเอาชนะ ได้อะไรต้องได้ และ..ไม่เคยง้อใคร...ทำให้เราห่างกันไปนาน...นานมาก...
     
    กระทั่งพ่อเริ่มป่วยมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่...พ่อโทรหาฉันบ่อยขึ้น ฉันเองไปดูแลพ่อมากขึ้นกว่าเดิม..พ่อจะโทรหาคนอยู่ไม่กี่คน พ่อจะรอเวลาหลังสองทุ่มเพื่อโทรไปหาคุณย่า...พ่อจะรอเวลาเย็นๆ เพื่อให้เอ๋โทรมาจากอังกฤษ บางวันพ่อจะกระสับกระส่ายพาลจะหายใจไม่ออก จนฉันกระเซ้าว่า ที่เป็นอย่างนี้เพราะรอโทรศัพท์ลูกใช่ไหม... พ่อยิ้มได้ เหมือนยอมรับ แล้วอาการก็ดีขึ้น เมื่อโทรศัพท์มา...
     
    ...คืนก่อนหน้าที่พ่อจะไปฉันเป็นคนสุดท้ายทีได้เห็นลมหายใจของพ่อ.. ฉันสอดมือเข้าไปในช่วงหลังพ่อ..ลูบใบหน้าของเขา พร้อมกับพูดประโยคสุดท้ายว่า...พ่อหลับให้สบายนะ สูดหายใจลึกๆ ไม่ต้องห่วงอะไรแล้ว นอนหลับไปก่อน เดี๋ยวพร่งนี้อ้อมาใหม่....
     
    แค่ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น พ่อก็ไป เรากลับไปหาพ่อไม่ทัน แต่เราพี่น้อง ก็คิดว่า พ่อเป็นคนที่ชอบไหนมาไหนคนเดียว...ไม่ชอบอะไรที่พะรุงพะรัง เพราะพ่อจะเป็นคนขี้รำคาญ...
     
    วันที่พ่อจากไป ก็คงไม่อยากรอใคร ด้วยความใจร้อนของพ่อเช่นเคย..พ่อก็เลยไปคนเดียว...
     
    สิ่งหนึ่งที่พ่อเคยพูดสอนน้องชายเรื่องชีวิตคู่ พ่อบอกให้ดูใจกันนานๆ อยู่ไปเรื่อยๆ เขาก็เหมือนกันหมด ไม่รู้ว่า  ไอ้คำว่าเหมือนกันหมดของพ่อนี่คือ น่ารำคาญเหมือนกันหมดหรือเปล่า...ด้วยเหตุนี้ พ่อก็เลยต้องหาผู้หญิงไปเรื่อยๆ โดยที่พ่อไม่เคยทิ้งใคร พ่อรับผิดชอบชีวตของผู้หญิงทุกคนที่เข้ามาในชีวิตพ่อ แต่ความรับผิดชอบของพ่อ ก็ถือเป็นลักษณะเฉพาะที่ใครก็เลียนแบบไม่ได้เช่นกัน พ่อรอเวลาให้แต่ละคนจากพ่อไปเอง  ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง....
     
    มาถึงวันนี้ ฉันรู้ซึ้งแก่ใจแล้วว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาในชีวิตของพ่อ มีผู้หญิงเพียงคนเดียวที่พ่อรักและรักหมดใจ.
     
    กระทั่งวาระสุดท้าย พ่อก็ยังรักและถวิลหาตลอดเวลา มันเป็นความรักที่บริสุทธิ์และไม่มีรักไหนจะยิ่งใหญ่เท่านี้อีกแล้ว...
     
    และฉันเองก็คิดว่า พ่อไม่เคยรักและผูกพันกับใครเท่าผู้หญิงคนนี้อีกเลยตลอดชีวิต ผู้หญิงคนทีว่านี้ก็คือ คุณย่า..ผู้ซึ่งเป็นแม่ของพ่อนั่นเอง..
     
    มาถึงวันนี้ ฉันรู้สึกภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นลูกพ่อ...แม้เราจะเหมือนคู่กัด ที่ฉันเองไม่เคยลดราวาศอกพ่อมาแต่ไหนแต่ไรและเหมือนกับว่า ทุกสิ่งได้ถูกกำหนดไว้หมดแล้ว ที่วาระสุดท้ายของพ่อ จะต้องเป็นฉันและน้องคนรอง ที่ต้องดูแลเขา...ฉันผู้ซึ่งตลอดชีวิตที่ผ่านมา ไม่เคยรู้สึกว่า ตัวเองจะต้องดูแลพ่อเลย เพระฉันคิดอยู่เสมอว่า ไม่ผู้หญิงคนไหนหรือใครต่อใครก็พร้อมจะดูแลพ่อเสมอ...
     
    อย่างที่ฉันบอก ทุกอย่างบนโลก ถูกกำหนดมาหมดแล้ว ให้ฉันเกิดมาเป็นลูกพ่อ ให้ฉันรับรู้และเข้าใจพ่อตัวเองก่อนที่เขาจะจากไป..ให้ฉันทำทุกอย่างเท่าที่ฉันจะทำได้ให้...พ่อ ...ก่อนที่เขาจะจากไป...
     
    แม้ว่าทุกสิ่งบนโลกใบนี้จะเปลี่ยนไปอีกสักเท่าไร..แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันคิดว่าไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้ก็คือ ฉันยังเป็นลูกพ่อ และพ่อก็ยังเป็นพ่อของฉัน ผู้ซึ่งไม่อาจเป็นอื่นได้เลย...และฉันเองก็คิดว่า ทุกอย่างถูกกำหนดมาหมดแล้ว ว่า คนสุดท้ายที่ได้อยู่กับพ่อและพูดกับพ่อ...ก็คือ ....ฉันเอง...
    July 05

    โลก...ลวง....

    โลกที่เต็มไปด้วยความสมบูรณ์ มีอยู่จริงหรือ... โลกที่เต็มไปด้วยความสุขหาได้ ใช่หรือไม่... เป็นคำถาม ที่เรามักจะได้คำตอบหลากหลายทรรศนะ บ้างก็ว่ามันอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม เพียงแค่คุณเปิดตา สัมผัสใจ ก็จะหามันพบได้ไม่ยาก...

     

    ส่วนคนที่มองทุกอย่างในแง่ลบอย่างฉัน ก็จะว่าสิ่งเหล่านี้โกหกทั้งเพ...มันไม่มีอยู่จริง และมันไม่เคยมีอยู่....

    แต่สำหรับบางคน...เขาสามารถ เลือกที่จะรับและไม่รับบางอย่างได้ อย่างน่าอัศจรรย์....

     

    ฉันเคยฉงนกับเรื่องราวของชายชราคนหนึ่ง ที่ทำเวลาหล่นหายไปเมื่อสามสิบปีที่แล้ว โลกของเขาหยุดอยู่ตั้งแต่เขารุ่นหนุ่ม... เรื่องทุกเรื่องที่เขาสนทนากับคนในโลกวันนี้ ยังเป็นบทสนทนาเมื่อสามสิบปีที่แล้ว.... ทุกสิ่งอย่างคือ เรื่องราวเมื่อสามสิบปีที่แล้ว...โลกของชายชราคนนี้ มีเพียงทะเล บ้านและครอบครัว... กว้างกว่านั้นหน่อยก็คือ หมู่บ้าน นี่คือโลกของเขา....

    มีคนเล่าให้ฟังว่า เขาไม่เคยออกไปไหนทางบกไกลกว่าหมู่บ้าน แต่สำหรับทะเลแล้ว เขายังเป็นผู้เชี่ยวชาญและช่ำชองไม่เสื่อมคลาย ชายชราจะรู้ว่า เวลาไหนเขาควรจะจับอะไรเพื่อเป็นอาหารและเวลาไหนที่สรรพสัตว์ทั้งปวงต้องระแวงภัย....นั่นคือโลกของชายชรา คนที่ฉันว่า.....

     

    แล้วมาวันหนึ่ง อีกฟากหนึ่งของโลกที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหว...แต่มีบางพื้นที่

    ที่บางสิ่ง บางอย่าง ยังคงเดิม....บางเรื่องราว มันฝังแน่นอยู่ในใจของใครที่นั่น อย่างยากจะลืม...สงคราม...

     

    ในซอกมุมเล็กๆ แห่งเมือง Bialsko - Biala เมืองที่พร้อมจะก้าวกระโดดของโปแลนด์ ยังมีบ้านหลังน้อยหลังหนึ่งที่ เปิดตัวเป็นพิพิธภัณฑ์วรรณกรรม (Museum literature) มันซ้อนตัวอยู่ในซอกซอยของตึกสูงที่ใช้เป็นที่พักอาศัยของคนที่นั่น.... ลอดอุโมงค์เล็กๆ ด้านข้างมีประตูเหล็ก ที่สามารถทะลุสู่บ้านหลังนั้นได้....

    เพื่อนชาวสิงคโปร์คนหนึ่งเป็นผู้ค้นพบ ก่อนชักชวนให้พวกเราที่สนใจเดินตามกันไป....เจ้าบ้าน ต้อนรับขับสู้พวกเราเป็นอย่างดี...เขาพูดได้เพียงภาษาโปลิช...

    Tadeusz Modrzejewski คือชื่อของเขา ผู้ซึ่งทุ่มเมทั้งชีวิตที่เหลืออยู่ให้กับงานวรรณกรรม เขาคัดลอกงานของW.S. Reymonta ด้วยลายมือของเขาเอง ผลิตเป็นหนังสือที่ทำจากมือและจากใจ...

     

    บ้านทั้งหลังเต็มไปด้วยเรื่องราวของ reymonta เขาวาดภาพประกอบ ประดับประดาไปทั้งบ้าน... Tadeusz กับบ้านและงานวรรณกรรมของ reymonta กลายเป็นหนึ่งเดียวในบรรยากาศเช่นนั้น

     

    ใครจะคิดบ้างว่า มาถึงยุคนี้แล้ว ยุคที่ทุกอย่างสามารถซื้อหาและจ้างวานให้คนอื่นทำอะไรก็ได้ตามแต่เราจะ สั่งแต่สำหรับ tadeusz แล้ว เขาเป็นเพียงผู้สั่งตัวเองให้ทำในสิ่งที่ใจของเขาต้องการเท่านั้น...เขาสร้างทุกอย่างในบ้านหลังนั้น บ้านที่กลายเป็นพิพิธภัณฑ์วรรณกรรมตามที่เขาเรียก และสร้างมากับมือของเขาเอง...

     

    ผนังทุกด้านเต็มไปด้วยเรื่องราวจากภาพวาดฝีมือของเขา เครื่องประดับตกแต่งทุกชิ้น ล้วนกลั่นมาจากใจของเขาทั้งสิ้น...ชีวิตของเขาอยู่ที่นี่... เขาสร้างมันผ่านกาลเวลา ที่เขาเต็มใจจะหยุดไว้เพียงแค่นั้น... จากวัน เป็นเดือน เป็นปี...เขาไม่ยี่หระ ว่าโลกภายนอกจะหมุนไปไกลแค่ไหน... เพราะ ณ วันนี้ ชายวัยกว่า 50 ยินดีจะยกทั้งชีวิตที่เหลืออยู่ของเขาให้งานวรรณกรรมของ W.S. Reymonta ผู้ซึ่งเป็นนักเขียนที่มีชีวิตอยู่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ผลงานของReymonta ส่วนใหญ่จะสะท้อนเรื่องราวของผู้คนในโปแลนด์ยุคก่อนอุตสาหกรรม ชีวิตที่มีความสุขอยู่กับธรรมชาติและทุกสิ่งที่ไม่ใช่อุตสาหกรรม!!....

     

    Tadeusz เล่าให้ฟังว่าเขาฝันถึงนักเขียนคนนี้ ว่าต้องการให้เขาทำอะไรสักอย่าง เขาฝันถึงอุโมงค์ที่เขาเดินตาม reymonta มาเพื่อเจอกับอะไรบางอย่าง... สิ่งนั้นก็คือ บ้านหลังนี้ ที่เขาตัดสินใจเช่าและซื้อในเวลาต่อมา ต่อเติม ดัดแปลงจนกลายเป็นบ้านหลังงามที่อวลไปด้วยบรรยากาศของ reymonta

     

    Tadeusz เคยมีครอบครัวเมียและลูก ที่ยอมรับไม่ได้กับแนวคิดเช่นนี้ของเขา จึงขอแยกทางจากไป ทุกวันนี้ เป็นเวลา 10 ปีแล้ว ที่เขามีชีวิตอยู่กับความฝันและงานคัดลายมือเพื่อเผยแพร่วรรณกรรมทำมือผลงานของ reymonta...

     

    เขากิน นอน ทำงานอยู่ในบ้านหลังนั้น...ด้วยเงินจำนวนน้อยนิด เพียงยาไส้โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์กรหลากหลายที่รู้ถึงความตั้งใจของเขา...

    สิ่งที่สะดุดตาฉันมากที่สุดก็คือ...เขาเป็นคนไม่มีเวลา.... เขามีเพียงปฏิทินฤดูกาลที่เขาเป็นคนทำมันขึ้นมาเอง เพื่อให้เขาได้รู้เท่านั้นว่า ถึงเวลาของฤดูหนาว เขาต้องขึ้นไปทำงานบนชั้นสองของบ้าน บนโต๊ะที่มีนาฬิกาทรายตั้งไว้เพื่อบอกว่า เริ่มงานกระทั่งจบงานของแต่ละวัน... เขาจะเริ่มคัดลอกงานของ reymonta เมื่อฤดูหนาวมาถึง..

     

    ส่วนฤดูอื่นๆ เขาก็จะคัดลอกงานอื่นๆ ที่ไม่สำคัญมาก ที่ห้องนอนของตัวเอง...เขาจะตื่นขึ้นมา เพื่อคัดลอกงาน เดินวนเวียนอยู่ในบ้าน ทำอาหาร เข้าห้องน้ำ และกลับมาคัดลอกงานต่อ.... เขายินดีต้อนรับทุกคนที่เข้าไปเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์ทางวรรณกรรมของเขาที่นั่น

     

    ที่ตั้งอยู่ในมุมเล็กๆของเมือง Bialsko - Biala เมืองเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของโปแลนด์ ประเทศที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของความเจ็บช้ำทางประวัติศาสตร์ ผู้คนแต่ละแห่งที่ ต่างก็มีร่องรอยความบอบช้ำที่เกิดจากสงคราม ไม่ลึกอยู่ภายในจิตใจ ก็เห็นกันได้จากสถานที่จริง....

    ด้วยเหตุนี้หรืออย่างใด ก็สุดคาดเดา ที่ทำให้ชายผู้นี้ เลือกที่จะฝังตัวเองอยู่กับงานที่เขารัก..ทุ่มเททุกอย่างเพื่อสิ่งนี้สิ่งเดียว เขาไม่สนใจว่าใครจะทำอะไร ที่ไหน อย่างไร...เขาไม่เคยรู้ว่า เราเดินทางมาไกลแค่ไหน และใคร่จะรู้ในสิ่งที่เขาทำมากน้อยเพียงไร...

     

    เขารับและรู้แต่เพียงว่า มีคนแปลกหน้ามาเยือน และเขาพร้อมที่จะต้อนรับด้วยไมตรีจิต..พร้อมจะเล่าความฝัน...ซึ่งมันไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป..มันคือ โลกที่เขาเลือกจะอยู่...เพียงแต่พวกเรา คือคนแปลกหน้าที่เผอิญผ่านมา เยี่ยมชมโลกของเขาเท่านั้นเอง...

     

    ที่นี่ ทำให้ฉันรู้ว่า บางครั้ง คนเรา ก็สามารถ เลือก ในสิ่งที่ตัวเราต้องการได้อย่างไม่ต้องรีรอ และเลือก ที่จะไม่ต้องการ ไม่ต้องรู้ความจริงของคนอื่น สังคมอื่น เพราะเขาเหล่านั้น ต่างก็มี โลกของตัว ที่เราก็ไม่อาจรู้ได้ว่า แท้จริงแล้ว โลกไหน คือโลกที่มีอยู่ หรือทั้งหมดมันเป็นโลกลวงเท่านั้น!!

     

     

     

    June 15

    เดินเล่นที่บางลำพู

        มีใครเคยสงสัย อย่างดิฉันบ้างไหมคะว่า ตรงที่ ๆ เรายืนอยู่ ทุกวันนี้ แต่เดิม เมื่อหลายร้อย หลายพันปีก่อนนั้น เคยมีใครยืนมาก่อนแล้วบ้าง... ยกตัวอย่าง ที่ บางลำพู อย่างที่วันนี้ ดิฉันอยากจะพาไปเดินเล่นชมวิว รำลึกถึงบริเวณนี้ในประวัติศาสตร์กันนะคะ ลองหลับตานึกภาพที่ไม่เหมือนในปัจจุบันนี้กันนะคะ
           
           บางลำพูนั้น กล่าวกันว่า เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ของชาวสวนที่มาตั้งบ้านเรือนอยู่ห่างจากริมแม่น้ำเจ้าพระยา และบริเวณปากคลองบางลำพู มาตั้งแต่สมัยอยุธยา แล้วล่ะค่ะ เมื่อมีชุมชน ก็ต้องมีวัดนะคะ วัดที่เก่าแก่ละแวกนี้ ชื่อว่าวัดกลางนา ปัจจุบันก็คือ วัดชนะสงคราม นี่เองค่ะ
           
           “วัดกลางนา” หรือปัจจุบันนี้ เรารู้จักกันดีในนามของ วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร เป็นวัดที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้วค่ะ พอมาถึงช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ได้ทรงแต่งตั้งพระราชาคณะฝ่ายรามัญเป็นผู้ดูแล คนทั่วไปในยุคนั้นจึงพากันเรียกตามภาษามอญว่า “วัดตองปุ”
           
           ครั้งที่สมเด็จฯ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงกรีฑาทัพกลับพระนคร หลังจากทรงมีชัยในสงครามเก้าทัพ พระองค์ได้ทรงทำพิธีสรงน้ำและเปลี่ยนเครื่องทรงตามพระราชพิธีโบราณที่วัดแห่งนี้ ก่อนที่จะเสด็จเข้าไปยังพระบรมมหาราชวัง จึงทรงโปรดฯ ให้บูรณะพระอารามใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2330
           
           จากนั้นรัชกาลที่1 จึงทรงพระราชทานนามวัดกลางนาใหม่ว่า “วัดชนะสงคราม”
           
           พระอุโบสถของวัดชนะสงครามนี้ เป็นฝีมือช่างวังหน้าสมัยรัชกาลที่ 1 หน้าบันตรงปั้นลมเป็นนาคลำยอง ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของช่างวังหน้า ด้านหลังผนังอุโบสถและช่องหน้าต่างรวมทั้งคันทวยทำเป็นลายกนกพันรอบใบเสมาที่ติดกับผนังโบสถ์เป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ ภายในเขียนจิตรกรรมฝาผนัง ซุ้มประตูด้านนอกเป็นรูปปั้นลายกนก บานประตูด้านในมีภาพเขียนสี บริเวณพระอุโบสถหลังพระประธานเป็นที่บรรจุพระอัฐพระเจ้าลูกเธอกรมพระราชวังบวรฯ ทั้งห้ารัชกาลค่ะ
           
           เดินมาทางเส้นถนนพระอาทิตย์ในปัจจุบันนี้ เราก็จะเห็นสวนสาธารณะข้างๆ กับป้อมพระสุเมรุเก่านะคะตั้งแต่สมัยของรัชกาลที่ 1 นั้นพระองค์โปรดให้สร้างป้อมปราการและกำแพงเมืองขึ้นมา 14 แห่ง แต่ทุกวันนี้เหลือร่องรอยชัดๆ อยู่สองแห่งด้วยกันคือ ที่ป้อมมหากาฬเชิงสะพานผ่านฟ้า และที่ป้อมพระสุเมรุนี่ล่ะค่ะ
           
           ป้อมพระสุเมรุนี้ ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่พ.ศ. 2356 สร้างอยู่ตรงบริเวณปากคลองบางลำพูพอดีเลยค่ะ ห่างจากสี่แยกบางลำพูในปัจจุบันประมาณหนึ่งกิโลเมตรนะคะ
           
           ช่วงที่เป็นปากน้ำคลองติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ในสมัยก่อนเป็นย่านจอดเรือต่างๆ มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันบริเวณนั้น มีผู้สันนิษฐานไว้ว่า มีชุมชนตั้งอยู่ทั้งบนบกในเป็นเรือนแพในน้ำค่ะ
           
           ว่ากันว่าชุมชนที่เก่าที่สุดก็น่าจะอยู่รอบวัดกลางนาหรือว่าวัดชนะสงครามนั่นเองนะคะ
           
           ด้วยความที่บางลำพูนั้น เป็นชุมชนเก่าแก่และมีพัฒนาการทีต่อเนื่อง จากหมู่บ้านชาวสวนในสมัยอยุธยา มาเป็นศูนย์กลางการติดต่อค้าขายที่สำคัญแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ เนื่องจากอยู่ไม่ไกลจากพระบรมมหาราชวังบริเวณคลองรอบกรุง คือตั้งแต่คลองบางลำพูถึงคลองโอ่งอ่าง
           
           ที่ดินบริเวณนี้จึงมักถูกเลือกให้เป็นที่พระราชทานแก่ขุนนางและข้าราชบริพาร นอกเหนือจากความเป็นศูนย์กลางของชุมชนที่หลากหลาย เป็นทั้งที่ตั้งของตลาด วัด และยังเป็นแหล่งรวมของความบันเทิงของกรุงเทพฯ มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 แล้วนะคะ
           
           เพราะช่วงต้นรัตนโกสินทร์ชุมชนบางลำพูจะเป็นที่อยู่อาศัยของขุนนางรอบๆ วัด ซึ่งขุนนางดังกล่าวก็ถือเป็นกำลังหลักของกองทัพวังหน้า และยังเป็นที่รวมของผู้คนหลากหลายเชื้อชาติด้วยนะคะ ทั้งไทยแท้ มอญ แขก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพหน้าของไทย นอกจากนั้นยังมีคนจีน ลาว เขมร ผสมปะปนอยู่เป็นส่วนหนึ่ง ของแรงงานที่มาสร้างกำแพงเมืองด้วยค่ะ
           
           มีผู้กล่าวไว้ว่า แต่เดิม ชุมชนไทยโบราณที่เป็นกำลังหลักจะอยู่ทีชุมชนบางลำพู เพราะด้านหลังวัดโพธิ์หรือวัดประจำวังหลวง เป็นพื้นที่ที่ ขยายตัวได้น้อยมาก ส่วนหนึ่งเป็นชุมชนชาวจีนที่เรียกว่า ท่าเตียนด้วยค่ะ
           
           แต่พอมาดูที่วัดชนะสงครามซึ่งเป็นวัดประจำวังหน้า ทางทิศเหนือ จะมีการขยายตัวด้านที่อยู่อาศัยได้มากกว่า จึงทำให้เกิดการขยายเมือง ผู้คนและชุมชน ต่อมาจึงเกิดเป็นตลาดใหญ่ หลายๆ แห่ง เช่น ตลาดยอด ตลาดนานา และตลาดทุเรียนขนาบไปกับคลองบางลำพู ทำให้คลองบางลำพู กลายเป็นศูนย์กลางของมหรสพทั้งหลายทั้งปวงค่ะ บางลำพูสมัยก่อน จึงมีทั้งโรงละครร้อง โรงลิเก โรงหนัง และเป็นที่ชุมนุมศิลปินหลากหลายสาขาค่ะ
           
           บางลำพู ชุมชนที่เป็นที่อยู่ ศูนย์รวมของผู้คนมาทุกยุคทุกสมัย ย่านเก่าของกรุงเทพฯ เราอีกย่านหนึ่ง ย่านที่เป็นพื้นที่ของการละเล่น มหรสพมาแต่ไหนแต่ไร กระทั่งทุกวันนี้ ย่านบางลำพู บนถนนพระอาทิตย์ ข้าวสารและพระสุเมรุ ก็ยังเป็นย่านแห่งมหรสพ อยู่เช่นเดิมนะคะ
           
           น่าแปลกใจนะคะ ที่ไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนผ่านไปเช่นไร ผู้คนจะสลับสับเปลี่ยนเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในบริเวณนี้ ผืนดินที่เรายืนอยู่ แต่ความเป็นพื้นที่แห่งความรื่นเริง ก็ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยค่ะ ทุกครั้งที่ย่านบางลำพูมีมหรสพ หรือการละเล่นสนุกสนาน ก็ทำให้ดิฉันอดหวนนึกไปถึง ผู้คนในยุคอื่นๆ ที่เขาเล่น เขาร้อง เขาสนุก อยู่บนที่ๆ เรายืนอยู่ตอนนี้ไม่ได้ค่ะ

    Put the glass down

    If we carry our burdens all the times, sooner or later, we will not be able to carry on, the burden becoming increasingly heavier. What you have to do .. to put the glass down ,rest for a while before holding it up again.
    we have to put down the burden periodcally, so that we can be  refreshed and are able to carry on.
    whatever burdens you are having now,on your shoulders, let it down for a moments if you can.....
    May 31

    เพราะมีรัก..จึงเกิดรัก

        ฉันเคยสงสัยว่า มนุษย์ยุคแรกของโลกเมื่อกว่าห้าแสนปีมาแล้วอย่างกลุ่ม 'โฮโม อิเรคตัส' ผู้สามารถเดินเหยียดตัวตรง ยังชีพด้วยการล่าสัตว์และเก็บพืชป่าเป็นอาหารนั้น จะมีความรู้สึกเรียกว่า 'รัก' แล้วหรือยัง
        แล้วความรู้สึกรักนั้น เกิดขึ้นกับมนุษย์เราตั้งแต่สมัยไหน หรือมันเกิดขึ้น หลังจากมนุษย์เริ่มสืบพันธุ์ ดังเช่นสัตว์โลกอื่นๆ ทั่วไปกระทำกัน
    แล้วเวลาไหน ที่มนุษยเริ่มรู้จักความพึงพอใจในเพศตรงข้าม เริ่มรู้ว่านี่คือเพศหญิง นี่คือเพศชาย เริ่มรู้ที่จะต้องแบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบระหว่างเพศ
      ดังเช่นที่ใครหลายต่อหลายคนพยายามจะจัดประเภทของความรับผิดชอบระหว่างเพศ
               ........... มนุษย์เริ่มเรียนรู้เรื่องราวแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน?............
     
       ฉันเชื่อว่าก่อนจะมีความรู้สึกใดๆ มนุษย์ต้องพยายามเรียนรู้การใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติมากทีสุด เพื่อความอยู่รอดในยามนั้น... แน่นอนว่าต้องเกี่ยวพันกับธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นธรรมชาติจึงเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนืออำนาจของมนุษย์ในอดีต พวกเขาไม่อาจหยั่งรู้ฟ้าดินได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อไร..และอย่างไร..
     
    ในครั้งนั้นมนุษย์เรียนรู้ที่จะเคารพและศรัทธาต่อดิน น้ำ ลม ไฟ...
     
      แล้วการสืบเผ่าพันธุ์ของมนุษย์เล่า มันเกิดจากอะไร มันน่าจะเริ่มต้นจากสัญชาตญาณระหว่างเพศก่อนใช่ไหม ก่อนจะมีความรู้สีกอื่นใดตามมา
     
    แน่นอนว่า ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจระหว่างเพศ เพื่อก่อให้เกิดผลผลิตใหม่ และก็เพราะเพศหญิงนั้น มีอวัยวะสำคัญที่ก่อให้เกิดมนุษย์คนใหม่ได้ ผู้หญิงจึงกลายเป็นเพศที่มีหน้าที่ดูแลผลผลิตทั้งหมดของครอบครัว...
     
    น้ำนมจากเพศหญิงคือสิ่งสำคัญที่จะฟูมฟักเด็กคนหนึ่งที่เกิดจากเธอให้เติบโตเป็นมนุษย์อีกคนหนึ่งได้ หน้าที่ของผู้หญิงในอดีตจึงถูกจำกัดขอบเขตความรับผิดชอบอยู่เพียงงานในบ้านเท่านั้น...
     
    และผู้ชายก็มักคิดเข้าข้างตัวเองเสมอว่า ตนมีหน้าที่เป็นผู้นำ เพราะต้องออกไปเป็นผู้ล่า ขณะที่ฝ่ายหญิงจะทำหน้าที่ดูแลภายในครอบครัวให้เรียบร้อย นั่นหมายถึง เขาเริ่มอยู่กันเป็นครอบครัวแล้วใช่ไหม....
     
               แล้วความรู้สึก 'รัก' ที่ฉันสงสัยนั่นเล่า มันเกิดขึ้นตอนใด
               ในการก่อร่างเป็นครอบครัว
               ในความเป็นผัวและเมีย
               ในความเป็นพ่อแม่และลูก
               ความรู้สึก รัก นั้น เริ่มต้นที่ไหน...
     
    ฉันเคยสงสัย แม้กระทั่งความรักของตัวเอง ว่ามันเกิดขึ้นตอนไหนและเริ่มต้นที่ใด
         ภาวะที่เราพึงใจกับใครคนใดคนหนึ่งนั้น เรียกว่า รัก แล้วหรือยัง
    สำหรับฉัน คิดว่า ยังไม่ใช่ เพราะความรู้สึกที่ฉันเรียกมันว่า ความรักนั้น ในตอนนี้ มันมากกว่าความรู้สึกพึงใจหลายเท่านัก...
     
             ในความรักของฉันมันแฝงฝังไปด้วยความเจ็บปวด ความชัง ความก้าวร้าวและความอ่อนโยน
             ความห่วงหาอาทรและความเห็นแก่ตัว มันเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลและไม่สามารถอธิบายออกมาได้...
     
    แม่ของฉันเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อที่ฝังหัวมาแต่โบราณของผู้หญิงว่า หากแต่งงานกับใครไปแล้วก็จะต้องอยู่กับผู้ชายคนนั้นไปจนตาย
     
    ฉันไม่เคยรู้ว่าแม่ของฉันรักพ่อหรือไม่ ฉันรับและรู้แต่เพียงว่า ตลอดเวลาที่ฉันเติบโตมา ฉันเห็นแม่มีแต่ความเจ็บปวด มีแต่ความทุกข์ทรมาน มันไม่ใช่ทางร่างกายแต่มันเกิดขึ้นในใจ...ที่บ่มเพาะมาตลอดเวลากว่า 30 ปี
     
    ฉันได้แต่สงสัยว่า สิ่งที่แม่กำลังดำเนินชีวิตร่วมกับพ่อซึ่งเป็นผุ้ชายคนหนึ่งนั้น เรียกว่าความรักหรือไม่ หรือความรักเกิดขึ้นหลังจากที่เขาได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมาแล้ว
     
    หากแต่ว่า มันเป็นความรักที่แฝงไปด้วยความเห็นแก่ตัว และอวลไปด้วยความเจ็บปวด ตลอดเวลากว่า 30 ปีที่แม่ของฉันใช้ชีวิตครอบครัวเช่นนี้...
     
    เคยมีคนกล่าวไว้ว่า คนเราจะทนความโดดเดี่ยวทางกายไม่ได้ ก็เฉพาะเมื่อมันมีความโดดเดี่ยวทางใจเข้ามาแทรกอยู่ด้วย
     
    ด้วยเหตุนี้กระมังที่แม่ยอมที่จะมีความรู้ทุกข์ทรมาน เพื่อแลกกับความรู้สึกว่า เขายังมี 'ใคร' แม้ว่าหลายครั้งที่แม่จะบอกว่าตนไม่อยากอยู่ในภาวะเช่นนี้
     
    แต่แม่ก็ไม่ไปไหน...
     
    ไม่ทำอะไรให้ความรู้สึกของตัวเองดีไปกว่าที่เป็นอยู่ เพราะแท้ที่จริงแล้ว แม่พร้อมที่จะทำให้ทุกคนเห็นว่า ตัวเองอ่อนแอและสิ้นหวัง เพื่อให้ตัวมีความรู้สึกว่า แม่ยังสามารถพึ่งพิงคนอื่น นั่นหมายถึงลูก หรือบางภาวะอาจเป็นพ่อก็ได้...และนั่นมันทำให้แม่รู้สึกว่า มีความมั่นคงทางอารมณ์มากขึ้น
     
     
    ด้วยเหตุที่ฉันพยายามจะอธิบายแม่ของฉันนี่เอง ฉันจึงพยายามจัดให้แม่ของตัว เป็นกลุ่มคนที่มีภาวะจิตในลักษณะมาโซคิสต์....
     
    และด้วยเหตุผลดังข้างต้นที่ฉันพูดไว้ว่า เพราะเพศหญิงมีหน้าที่รักษาเผ่าพันธุ์และเลี้ยงดูผลผลิตซึ่งหมายถึงลูก จึงทำให้ 'ฉัน' ผู้เป็นลูกของแม่คนนี้เข้าใจเอาเองว่า ความรักไม่ใช่ความรัก  มันเป็นอารมณ์ผสมกับสัญชาตญาณบางอย่าง ที่ทำให้มนุษย์ทุกคนไม่สามารถหลีกหนีมันพ้น...แม้จะรู้ว่าหนทางข้างหน้าที่จะก้าวไปพร้อมกับความรู้สึกนี้จะเจ็บปวดสักเพียงไรก็ตาม...
     
         .......... เหมือนมนุษย์พร้อมที่จะทำร้ายตัวเองอย่างมีความสุข! .............
     
    แต่ในที่สุด ฉันก็ค้นพบความรู้สึกบางอย่าง  ที่มันมาพร้อมกับความรัก....  มันเหมือนเป็นความรักที่เป็นความรัก มันไม่ได้สวยงามเหมือนอย่างนิยายหรือละครที่ฉันเคยดูเคยอ่าน... มันไม่มีความโรแมนติคซาบซึ้งเหมือนอย่างที่พระเอกปฏิบัติต่อนางเอก แต่ มันคือชีวิตจริงๆ ที่มนุษย์คนหนึ่งพึงปฏิบัติต่อมนุษย์อีกคนหนึ่ง...

     

    ไม่มีความอ่อนหวาน ไม่เสแสร้ง แต่เต็มไปด้วยความจริงใจ มันทำให้ฉันได้เรียนรู้ความรู้สึกใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในใจของตัวเอง...

     

    เหนือขึ้นไปกว่า รัก โลภ โกรธ หลง แล้ว คนเรามีความรู้สึกมีอารมณ์มากกว่านั้น มันเป็นสิ่งที่อธิบายไม่ได้ หากแต่เราต้องอยู่กับมัน ค่อยๆ เรียนรู้มันไป แล้วเราจะพบว่า ในความเป็นมนุษย์นั้นมีสิ่งมหัศจรรย์ทางด้านอารมณ์ให้เราได้เรียนรู้อีกมากมาย

    และไม่มีทฤษฎีไหนในโลกใบนี้สามารถจะอธิบายปรากฎการณ์นี้ได้หมด เพราะความสัมพันธ์ระหว่างคนคนหนึ่ง กับคนอีกคนหนึ่งนั้น ไม่เคยมีความเหมือนและความต่างที่เหมือนกันเลย....

     

    ความรักของฉันไม่เหมือนความรักของแม่ และความรักของใครต่อใครอีกหลายๆ คนที่ฉันเฝ้าเรียนรู้และหาคำตอบ ไม่มีใครเหมือนใคร ฉันจึงเชื่อว่า ในนามของความรักนั้นไม่มีใครสอนใครได้ ไม่มีใครช่วยใครได้...

     

            ความรักขึ้นอยู่แค่คนสองคน  ที่เขาต่างก็มีข้อตกลงบางอย่าง ในการใช้ชีวิตร่วมกันเท่านั้นเอง

     

    ฉันเคยคิดไปว่า ฉันรักคนโน้นคนนี้มากมายหลายคน แต่เมื่อฉันพบกับความรักครั้งนี้ มันทำให้ฉันรู้และเข้าใจความรักที่แม่มีต่อพ่อมากขึ้นกว่าเดิม

    เพราะความรู้สึกรักนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ชั่วยาม และมันไม่ได้เกิดเพราะความวูบไหว

    แต่มันค่อยๆ ก่อตัว งอกงามขึ้นในความรู้สึกและการเรียนรู้ในการใช้ชีวิตร่วมกับใครอีกคน

    ความรักครั้งนี้ มันทำให้ฉันรู้ถึงความแตกต่างจากความรักครั้งอื่นๆ มันเป็นความรักที่ฉันพร้อมจะรักอย่างไม่มีเหตุผล ไม่มีรูปแบบทฤษฎีใดๆ มาอธิบายความรักของฉันได้...

          เพราะความรักก็คือชีวิตนั่นเอง...

    และนี่มันก็เป็นคำตอบสำหรับฉันได้อย่างดีว่า มนุษย์สมัยโฮโมอิเรคตัส นั้น เขามีความรู้สึกที่เรียกว่ารักกันแล้วหรือยัง+++

    พิมพ์ครั้งแรกใน in my mind มีรัก มีเรา มีชีวิต/สำนักพิมพ์วันอังคาร/2546