More servicesWindows Live
HomeHotmailSpacesOneCare
 
MSN
Sign in
 
 
Spaces home  madcapaorPhotosProfileFriendsMore Tools Explore the Spaces community
View space
oh_ho
View space
ส.เสือ
View space
kong
View space
Ya~
View space
anantapong poolsawasd
View space
budgie
View space
pancho
View space
tawin

There are no music lists on this space.

madcapaor

March 10

Ume blossoms

Ume blossoms are often mentioned in Japanese poetry as a symbol of spring. When used in haiku or renga, they are a kigo or season word for early spring. The blossoms are associated with the Japanese Bush Warbler, and they are depicted together as one of the twelve suits on hanafuda (Japanese ume03[1].jpgplaying cards). During the Nara period (8th century), the blossom of the ume tree was preferred over the sakura (cherry) blossom, which became popular after the Heian period (794-1185).

 

Ume flowers have been well loved and celebrated in both China and Japan. In China, they are most commonly used as decoration during the Chinese New Year. The blossoms are common subjects in Chinese art and are among the most beloved of Chinese flowers. Unlike the Japanese, however, the Chinese see the blossoms as more of a symbol for winter rather than a harbinger of spring. It is precisely for this reason that the blossoms are so beloved, because they bloom most vibrantly amidst the winter snow, after other plants have shed their leaves, and before any other flowers appear.

February 17

ใช่เพียง ตุ๊กตาหมี

ใช่เพียงแค่ ตุ๊กตาหมี!!
       
       โดย นพวรรณ สิริเวชกุล
       
     
       
       เมื่อสักปลายปีที่ผ่านมา หลายคนคงผ่านตาข่าวการประมูลตุ๊กตาหมีราคาเหยียบหมื่นในบ้านเรากันไปบ้างไม่มากก็น้อย ตุ๊กตาหมีนาม เทดดี้ แบร์ ที่หลายคนบนโลกใบนี้หลงใหลและอยากจะมีไว้ครอบครอง อย่างน้อยสักหนึ่งตัว
       
       ใครจะไปคาดคิดว่า ตุ๊กตาหมีแสนธรรมดาๆ ตัวหนึ่งจะมีเรื่องราว มีประวัติที่น่าสนใจไม่น้อย เริ่มจากประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อราวปี ค.ศ.1902 ครั้งที่ประธานาธิบดีคนที่ 26 ธีร์โอดอร์ รูสเวลท์ Theodore Roosevelt ต้องเดินทางไปเจรจาแบ่งพรมแดนระหว่างรัฐมิสซิสซิปปี้กับรัฐหลุย์ เซียน่า เจ้าภาพในครั้งนั้นให้การต้อนรับผู้นำด้วยการพาไปล่าหมีป่า แต่ครั้งนั้นกลับไม่พบหมีสักตัว บรรดาเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจึงพาคิดแผนนำลูกหมีมาให้ ผู้นำประเทศได้ยิง แต่... ปรากฎว่า ประธานาธิบดีรูสเวลท์ กลับปฏิเสธที่จะยิง ซ้ำยังอุทานออกมา ว่า Spare the bear...
       
       เหตุการณ์นี้ยังความประทับใจให้กับการ์ตูนนิสต์ชื่อดังยุคนั้น คลิฟฟอร์ด เบอร์รีแมน Clifford Berruman เขาจึงวาดภาพที่ชื่อว่า Drawing the line in Mississippi และได้รับการตีพิมพ์ใน เดอะวอชิงตันโพสต์ ฉบับวันที่ 16 พฤศจิกายน ปี 1902 กลายเป็นที่กล่าวขานกันมาก จึงทำให้สามีภรรยามอร์ริสและโรส มิชทอม Morris and Rose Michtom ทำตุ๊กตาหมีผ้าขึ้นมาเพื่อยกย่องการกระทำครั้งนั้นของประธานาธิบดีของตัวเอง โดยตั้งชื่อเป็นเกียรติว่า เทดดี้ แบร์ โดยนำชื่อเทดดี้ ซึ่งเป็นชื่อเล่นของประธานาธิบดีมาตั้งเป็นชื่อตุ๊กตาหมี
       
       และนับแต่นั้นตุ๊กตาหมี เทดดี้แบร์ ก็กลายเป็นสินค้าขายดีติดอันดับในสหรัฐอเมริกา ถึงขนาดกลายเป็นสัญลักษณ์ในการหาเสียงของประธานาธิบดีรูสเวลท์ จนทำให้เขาได้รับคัดเลือกให้กลายเป็นประธานาธิบดีอีกสมัยหนึ่งด้วย
       
       นี่เป็นเรื่องราวทางฟากฝั่งสหรัฐอเมริกา.... แต่เรื่องเล่าทางเยอรมันนั้น มีความเป็นมาที่ยาวกว่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าของผู้ผลิตตุ๊กตาหมีขึ้นครั้งแรกของเยอรมัน เธอมีประวัติชีวิตที่น่าสนใจและติดตามไม่น้อย
       
       มาร์กาเรต ชไตฟ์ Margarete Steiff หญิงชาวเยอรมันผู้เป็นเจ้าของบริษัทของเล่นที่มีคุณภาพและราคาที่สูง นาม Steiff ด้วยคำประกาศที่เธอยืนยันตั้งแต่แรกเริ่มของการประดิษฐ์ตุ๊กตาผ้าก็คือ เธอจะทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเด็กๆของเธอเท่านั้น...
       
       ผลิตภัณท์ของเธอล้วนแล้วแต่พิถีพิถันในการเลือกวัสดุ ส่วนประกอบใดๆ ไม่ว่าจะเป็นขนแพะชนิดละเอียด ที่พร้อมจะทักทอคุณภาพดี กระทั่งลูกตายังทำด้วยไม้หรือแก้ว พร้อมกับยัดไส้ด้วยเศษขี้เลื่อยอย่างดี ทุกขึ้นตอนการผลิตคือการเย็บด้วยมือทั้งสิ้น
       
       Margarete เกิดเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมปี 1847 ที่เมือง Giengen an der Brenz ประเทศเยอรมนี เธอมีพี่สาว 2 คนและน้องชายร่วมสายโลหิตอีก 1 คน ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวเธอนั้นจัดว่าดี แต่ เหมือนโชคชะตาจะเล่นตลก เมื่อเธอมีอายุได้ 18 เดือน ก็เริ่มป่วยด้วยโปลิโอ และทำให้เธอไม่สามารถเดินได้นับตั้งแต่นั้นมา
       
       ตลอดชีวิตเธอต้องนั่งอยู่แต่บนเก้าอี้รถเข็น ด้วยเหตุนี้ทำให้มารดาของเธอเป็นห่วงเธอมากกว่าลูกคนไหนๆ แต่...มาร์กาเรต ไม่ต้องการให้ทุกคนมาห่วงเธอ เธอพยายามใช้ชีวิตเช่นคนปกติแม้ว่าเธอจะรู้ว่า อนาคตข้างหน้าเธอไม่อาจมีครอบครัวเช่นผู้หญิงคนอื่น แต่เธอก็ยังมีพลังใจในการใช้ชีวิตตลอดมา...
       
       เธอมักจะร้องขอให้ใครต่อใครพาเธอออกมาข้างนอกบ้าน เพื่อมีโอกาสมองเห็นสิ่งต่างๆ เช่นเด็กคนอื่นๆ เมื่อเธอเริ่มต้นเข้าโรงเรียน เธอก็ได้เพื่อนบ้านและพี่สาวที่เรียนอยู่ที่เดียวกัน ช่วยเหลือในการพาเธอไปโรงเรียนด้วย
       
       เธอพยายามเล่นกับเด็กอื่น เท่าที่สรีระของเธอจะอำนวย เธอมักจะคิดเกมส์ใหม่ๆ เพื่อเล่นกับเพื่อนๆ เสมอ...พร้อมๆ กับที่เธอเริ่มสนใจเย็บผ้าและถักโครเชท์
       
       ครั้นเธออายุได้ 17 ปี เธอเริ่มตระหนักมากขึ้นว่า เธอไม่สามารถเดินได้เช่นคนอื่น และร่างกายของเธอก็ไม่แข็งแรงเหมือนหญิงทั่วไป เธอเริ่มเรียนตัดเย็บอย่างจริงจัง และเปิดร้านตัดเย็บเสื้อผ้าร่วมกับพี่สองทั้งสองที่บ้าน ด้วยฝีมือที่ประณีตและการเอาใจใส่ต่อทุกฝีจักร ทำให้ใครต่อใครพากันยอมรับในฝีมือตัดเย็บของเธอ....
       
       แต่แล้ว... เธอก็ประสบปัญหาต่อมา...เมื่อแขนข้างขวาของเธอเริ่มใช้การไม่ได้ แต่..เธอก็ไม่ย่อท้อ เธอใช้แขนข้างที่เหลือหมุนล้อบนตัวจักรและหันมาเย็บเสื้อผ้าให้กับเด็กๆ แทน
       
       เมื่อพี่สาวทั้งสองของเธอแต่งงานออกเรือนไป มาร์กาเรตยุติกิจการเย็บผ้าระยะหนึ่ง เธอออกเดินทางไปรอบประเทศ พักอยู่ตามบ้านเพื่อน ก่อนที่เธอจะกลับมาตั้งต้นดูแลชีวิตด้วยตัวเอง...
       
       เธอได้น้องชายเข้ามาช่วยจัดระบบการทำงาน และเริ่มต้นทำธุรกิจ ตัดเย็บเสื้อผ้าร่วมกัน ด้วยการทำโรงงานขนาดเล็ก ตัดเย็บปัตติโค้ด(Petticoats) และ เสื้อผ้าเด็ก
       
       ดังเช่นชีวิตของใครหลายคน มีลงแล้ว ก็ย่อมมีขึ้น....ชีวิตของมาร์กาเรต ก็เช่นกัน หลังจากที่เธอตัดสินใจยืนด้วยตัวของตัวเองแล้ว ในปี 1880 เธอก็ไปค้นพบแบบการทำตุ๊กตาผ้ารูปช้างในนิตยสารแฟชั่นฉบับหนึ่ง เธอทดลองทำครั้งแรก 8 ตัว เพื่อเป็นของขวัญให้กับหลานๆ ของตัวเอง ซึ่งแน่นอนในยุคนั้น มันกลายเป็นของเล่นยอดฮิตของเด็กๆ ไม่ว่าหญิงหรือชาย
       
       หลังจากนั้นไม่นาน ก็เริ่มมีคนมาขอให้เธอเย็บตุ๊กตาผ้าให้อีก กระทั่งมันกลายเป็นสินค้าขายดีของเธอไปแล้ว และเธอจึงเริ่มเปลี่ยนโรงงานเย็บผ้าของตัวเองให้กลายมาเป็นโรงงานผลิตตุ๊กตาผ้ารูปสัตว์ชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ช้าง แมว สุนัขและหมู...
       
       สินค้าของเธอเริ่มเป็นที่ต้องการมากขึ้น น้องชายของเธอพยายามนำสินค้าออกโชว์ในงานแสดงสินค้าที่ Stuttgart ในปี 1883 แน่นอนมันประสบผลสำเร็จตามที่คาดและทำรายได้ให้กับเธอและน้องชายอย่างงดงาม จนต้องย้ายโรงงานจากบ้านมาตั้งที่ใหม่
       
       และเมื่อหลานชายของเธอเติบโตขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาก็เข้ามาร่วมทำงานกับเธอ แต่มีเพียงคนเดียวที่สนิทสนมและร่วมคิดสร้างสรรค์กับเธอด้วย นั่นก็ Richard ในปี 1902 ริชาร์ด เริ่มมองหาช่องทางใหม่ๆ ให้กับธุรกิจของป้าตัวเอง เขามองเห็นช่องทางการทำตุ๊กตาหมีจากกระแสข่าวของประธานาธิบดีรูสเวลท์ พวกเขาจึงทดลองทำตุ๊กตาหมีขึ้นมา โดยตั้งชื่อครั้งแรกว่า PB แต่...ณ ประเทศเยอรมันกลับไม่ค่อยมีคนสนใจ ตุ๊กตาหมีชนิดนี้...
       
       การณ์กลับตาลปัตรเมื่อเขานำมันออกแสดงในงาน The World Exhibition ที่ St.Louis ประเทศสหรัฐอเมริกา ตุ๊กตาหมี PB ขายได้ถึง 12,000 ตัว หลังจากก่อนหน้านี้มันถูกซื้อไปแล้วในการออกร้านครั้งหนึ่งโดยลูกค้าชาวอเมริกันถึง 3,000 ตัวภายในชั่วพริบตา
       
       ความนิยมในตุ๊กตาหมีของอเมริกาส่งผลให้สมาชิกโรงงานของมาร์กาเรตที่ส่วนใหญ่เป็นแม่บ้านมีรายได้จากการเย็บตุ๊กตาหมีที่บัดนี้ ถูกตั้งชื่อใหม่ให้กลายเป็น เทดดี้แบร์ ตั้งแต่เมื่อปี 1906 และทำให้อีกปีต่อมา มาร์กาเรตขายตุ๊กตาหมีของเธอได้มากถึง 9 แสนกว่าตัว
       
       แน่นอนว่าผลิตภัณท์ตุ๊กตาผ้าของเธอนั้น ยังคงยึดมั่นหลักการเดิม คือ เธอจะทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเด็กๆ ของเธอเท่านั้น มาร์กาเรตออกแบบตุ๊กตาทุกตัวของเธอด้วยตัวของเธอเอง เธอตรวจสอบคุณสินค้าทุกครั้งก่อนนำออกจากโรงงาน เธอทุ่มเทความรักให้กับตุ๊กตาทุกตัวของเธอ ซึ่งแน่นอน มันส่งผ่านไปถึงผู้รับที่นำตุ๊กตาเหล่านั้นกลับไปเป็นเจ้าของด้วย
       
       เธอเสียชีวิตที่บ้านเกิดของตัวเองในวันที่ 9 พฤษภาคม ปี 1909 ด้วยโรคปอดอักเสบ ในวัย 61 ปี ในวันที่เธอจากไปครอบครัวและคนงานเศร้าโศกเสียใจ แต่พวกเขาก็ยังดำเนินกิจการผลิตตุ๊กตาผ้าของมาร์กาเรตต่อมากระทั่งปัจจุบัน ด้วยยึดมั่นในอุดคติแต่ดั้งเดิม เพราะพวกเขากล่าวว่า บริษัทนี้ดำเนินต่อมาได้ด้วยจิตวิญญาณของมาร์กาเรตนั่นเอง.
January 14

หลง.....

  ดูเหมือนว่า เราจะนั่งอยู่ปลายขอบโลก ไม่มีใครมองเห็นเรา..
นั่นคือสิ่งที่เรารู้สึก...
ไม่มีความคิดใดๆ รกหัว เราไม่อยากขยับเคลื่อนออกจากที่....
ไม่อยากเดินทางไปไหนอีกแล้ว...
อยากจะปักหลักอยู่ที่ไปชั่วกาลนาน...
แต่ มันเป็นไปไม่ได้...ชีวิตของเรา เป็นแค่เพียงภาพหลอนลวงตาชั่วขณะ..
สักวัน โลกความจริงก็จะกระชากลากเรากลับไปยังโลกเก่าของเรา...
 
แต่....
ก่อนจะถึงวันนั้น...เวลานั้น...
เราอยากจะใช้ชีวิตแสนสุขในแต่ละวันให้เต็มอิ่ม...
ไม่ต้องกังวลกับเรื่องอะไร ....
เราหลงรักชีวิตที่นี่.......

How!!

How impossible to describe life!
How shameless of literature to poke its nose in everywhere!
How can you use a pen to write about blood!....
November 23

Linger

  If you, if you could return

Don’t let it burn, don’t let it fade

I’m sure I’m not being rude

But it’s just your attitude

It’s tearing me apart

It’s ruining everything

And I swore, I swore I would be true

And honey so did you

So why were you holding her hand

Is that the way we stand

Were you lying all the time

Was it just a game to you

 

But I’m in so deep

You know I’m such a fool for you

You got me wrapped around your finger

Do you have to let it linger

Do you have to, do you have to

Do you have to let it linger

 

Oh, I thought the world of you

I thought nothing could go wrong

But I was wrong

I was wrong

If you, if you could get by

Trying not to lie

Things wouldn’t be so confused

And I wouldn’t feel so used

But you always really knew

I just wanna be with you

 

And I’m in so deep

You know I’m such a fool for you

You got me wrapped around your finger

Do you have to let it linger

Do you have to. do you have to

Do you have to let it linger

 

And I’m in so deep

You know I’m such a fool for you

You got me wrapped around your finger

Do you have to let it linger

Do you have to, do you have to

Do you have to let it linger

 

You know I’m such a fool for you

You got me wrapped around your finger

Do you have to let it linger

Do you have to, do you have to

Do you have to let it linger

 

View more entries